ป้ายโฆษณา

แก้วอริยะ.คอม

เปิดโลกพระศรีอาริย์ผ่านตำนานเพชรเกล็ดแก้ว คลาดแคล้วบ่วงมาร กาลนั้นหมดทุกข์ บรมสุขบังเกิด เจิดจรัสปัญญา ปรารถนาหลุดพ้น เฉพาะตนสวัสดี

05  

ประวัติหลวงพ่อปาน โสนันโท

(พระครูวิหารกิจจานุการ)

          “ชีวิตเธอและฉันอาจจะตายก่อนแสงจันทร์ที่มองเห็นในค่ำวันนี้ก็ได้ เรามีอันตรายรอบตัว อันตรายจากสัตว์ร้าย อันตรายจากคนพาล และอันตรายจากลมปราณที่มันอาจจะเกิดหยุดหมุนเวียนเสียเมื่อไรก็ได้ เมื่อมันหยุดเราก็ตาย ตายแล้วจะไปไหน ถ้ามีอารมณ์ฟุ้งซ่านอาจไปอบายภูมิได้ ควรรักษาสมาธิ มีเมตตา และอารมณ์วิปัสสนาที่ไม่มีอารมณ์เกาะ ปล่อยชีวิต

ปล่อยทรัพย์สิน ปล่อยญาติ พวกพ้อง บิดามารดา คิดว่าเราไม่มีอะไร แม้แต่ร่างกายมันก็กำลังจะพัง โลกนี้เป็นทุกข์ เทวโลก พรหมโลกก็ไม่สิ้นทุกข์ พระนิพพานเท่านั้นจะทำให้สิ้นทุกข์ ปลดเสียให้หมด อยู่อย่างคนมีความสุข เรื่องปาฏิหาริย์ของพระบรมธาตุเป็นภาระของฉัน พวกเธอยังมีกำลังอ่อน เชิญท่านอาจจะไม่ปรากฏ ขอให้เธอจงปล่อยให้เป็นภาระของฉัน โน่น! ต้นไม้ใบไม้ที่กำลังร่วงโรยหรือสดใส จงไปพิจารณาให้เป็นวิปัสสนาญาณ วิปัสสนาไม่ใช่เกาะแต่ตำรา จงหาของจริงมาใคร่ครวญ วิปัสสนาท่านให้ดูของจริง ไม่ใช่มัวถ่างตาดูแต่ตำราแล้วก็ติดตำราแจ ของจริงไม่ใช้จะได้อะไรเป็นที่พึ่ง” 

คาถาบูชาหลวงพ่อปาน

ตั้งนะโม 3 จบ

พุทธะ มะอะอุ นะโมพุทธายะ (๑ จบ)
วิระทะโย วิระโคนายัง วิระหิงสา วิระทาสี วิระทาสา วิระอิตถิโย
พุทธัสสะ มาณีมามะ พุทธัสสะ สะวา โหม

 

ประวัติย่อ               

          หลวงพ่อปานท่านเกิดวันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2418 ที่ตำบลบางนมโค อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา บิดาชื่ออาจ มารดาชื่ออิ่ม นามสกุล สุธาวงศ์ ตอนที่ท่านเกิดมามีปานแดงอยู่ที่นิ้วก้อยข้างซ้ายตั้งแต่โคนนิ้วถึงปลายนิ้วคลายปลอกนิ้ว พ่อท่านจึงให้ชื่อว่า "ปาน" ครอบครัวมีฐานะค่อนข้างจะมั่งคั่ง อุปนิสัยของท่านเป็นผู้มีเมตตา รักสงบ ขยัน ช่วยเหลือบิดามารดาทำนา ครั้นเมื่ออายุครบบวช บิดาของท่านพาไปฝากตัวไว้กับหลวงพ่อสุ่น วัดบางปลาหมอ  ท่านได้ร่ำเรียนวิชาจากหลวงพ่อสุ่นมากมาย  ฝึกจนหมดครบถ้วนทุกอย่าง เมื่อหลวงพ่อปานฝึกกสิณเสร็จท่านก็เรียนกรรมฐานอีก 30 กองจนเสร็จ ในด้านฌานต่างๆ ท่านเรียนจบถึงอรูปฌานภายในปีแรกซึ่งหมายความว่ากรรมฐานถ้าได้ถึง 40 กองแล้วก็ได้อรูปฌานเป็นสมาบัติ 8 หลวงพ่อปานขณะถือเพศบรรพชิตท่านได้สร้างสาธารณาประโยชน์ไว้มากมาย ท่านสร้างโบสถ์ศาลามากกว่า 40 แห่ง พร้อมทั้งสงเคราะห์ชาวบ้านในการรักษาโรค

 

ปฏิปทาของหลวงพ่อ               

          - หลวงพ่อปานท่านมีความกตัญญูกตเวทีกับแม่ท่านมาก ทั้งพ่อทั้งแม่นั้นแหละ พ่อก็ดีแม่ก็ดี เวลาป่วยท่านไม่ยอมให้อยู่ที่บ้าน ท่านเอามารักษาตัวที่วัดให้นอนในกุฏิท่าน ผ้านุ่งแม่ของท่านท่านซักเอง ท่านเอาผ้านุ่งแม่ของท่านไปตากไว้บนขื่อ ไอ้ขื่อบ้านนี่มันสูงกว่าหัวคน เวลาเดินไปเดินมาหัวคนก็ต้องลอดขื่อ แต่ผ้านุ่งแม่ของท่านท่านไปตากไว้บนขื่อ เวลาแม่ท่านลุกไม่ถนัดท่านก็อุ้มลุกอุ้มนั่ง ถึงได้บอกว่าแม่ท่านเป็นผู้หญิง แต่ว่าเวลานั้นท่านเป็นพระ มีคนหลายคนเขามาตำหนิท่าน ผู้หญิงเขาติว่า “คุณปาน โยมของคุณน่ะเป็นผู้หญิง ผ้านุ่งเอาไปตากบนขื่อ ซักผ้านุ่งแม่เอง อุ้มลุกอุ้มนั่ง ป้อนข้าวป้อนน้ำ เช็ดขี้เช็ดเยี่ยวอย่างนี้ แม่จะบาป”               

          ท่านก็เลยบอกว่า “พระพุทธเจ้าท่านว่าไม่บาปนี่ พระพุทธเจ้าท่านว่าดี เวลานี้ไม่ใช่คนแล้ว ฉันเป็นพระ พอฉันมาเป็นพระฉันเป็นลูกของพระพุทธเจ้าในเมื่อพระพุทธเจ้าผู้เป็นพ่อว่าไม่บาป เป็นความดี ฉันก็เลยทำตามท่านน่ะซิ หากว่าฉันจะทำตามคนอื่นพูดก็ชื่อว่าฉันไม่เชื่อพระพุทธเจ้า ฉันทำตามคำของพระพุทธเจ้าชื่อว่าฉันไม่เชื่อคนอื่นหากว่าฉันเป็นฆราวาสฉันจะเชื่อชาวบ้าน แต่ว่าเวลานี้ฉันเป็นพระฉันต้องเชื่อพระพุทธเจ้า” 

          -เวลาตอนเช้า ก่อนจะกินข้าว เวลาเขาตีระฆังภายใน 5 นาทีพระเจ้าต้องนั่งรวมพร้อมกันที่วงข้าว ฉันวงเดียวกัน แล้วหลวงพ่อปานจะมาทีหลัง เรียกว่าพอ 5 นาที ท่านลุกจากกุฏิทันที มาถึงก็เดินดูรอบๆ วงกับข้าวรอบวงพระ ถ้าเห็นว่ากับข้าววงไหนพร่องไป ท่านก็นั่งลงในที่ของท่านจัดแจงแบ่งกับข้าวให้สม่ำเสมอกัน แม้เด็กวัดก็เหมือนกัน เวลาจะกินข้าวท่านต้องคอยตรวจดู ต้องให้กินข้าวสม่ำเสมอกัน กินกันด้วยความยุติธรรม ขนมถ้ามีน้อยท่านตักแบ่งให้เองเท่าๆ กัน เป็นชิ้นเป็นอันเท่าๆ กัน นี่ว่ากันถึงเรื่องกินข้าว แล้วเวลากินข้าวนี่พระของท่านไม่มีคุยกัน อยู่ในอาการสำรวมทั้งหมด

          -เรื่องการแจกภัตร คำว่าแจกภัตรในที่นี้หมายถึงลาภจะพึงเกิดแก่พระมีการสวดผีสวดสางก็ตาม จะไปสวดมนต์เย็นตามบ้านที่เขานิมนต์ อันนี้ท่านแจกภัตรพระสม่ำเสมอกัน ให้เรียงลำดับกัน ถ้ารายแรกมานิมนต์ 5 องค์ ให้พระจัดไป 5 องค์ ถ้ารายที่ 2 มาท่านให้จัดต่อไปอีก รายที่ 3 มาให้จัดต่อไปอีก ใครจะมาเลือกพระองค์นั้นองค์นี้ไม่ได้ ท่านบอกว่าต้องได้เสมอกัน

          -การเสียสละ หลวงพ่อปานมีการเสียสละดีมาก สมกับที่ท่านปรารถนาพุทธภูมิ แต่ว่าเวลาถึงวันเดือน 8 แรม 15 ค่ำ ซึ่งตรงกับวันตายของท่านพอดี เดือน 8 แรม 14 ค่ำทุกปี หลวงพ่อปานมีทรัพย์สินอยู่เท่าไร ของที่เขาถวายมาเท่าไรในปีนั้นยังเหลืออยู่ ไม่ใช่สตางค์นะ ของใช้จะเป็นจีวร สบง เก้าอี้ มุ้ง เตียง อะไรก็ตามของใช้มากๆ ของใช้อดิเรก พระมีกี่องค์ก็ตาม ท่านก็มาจัดไว้เป็นกองๆ เท่าจำนวนกับพระที่มีอยู่ในวัด แล้วท่านก็ให้พระจับสลากใครได้หมายเลข 1-2-3-4-5 ตามลำดับ เมื่อใครได้หมายเลขแล้ว กองที่กองไว้ท่านไม่ได้เขียนว่า 1-2-3 ของที่กองนะไม่เขียนเลข ใครได้หมายเลข 1 ไปเลือกเอาตามชอบใจ ใครอยากได้อะไรเอาอย่างนั้น แล้วหมายเลข 2 หมายเลข 3 ก็ไปเลือกกันตามลำดับ ท่านเสียสละทุกปี เรียกว่าทุกปีของท่านทำอย่างนี้ ของท่านไม่ค้างปี 

          หลวงพ่อปาน โสนันโท วัดบางนมโค ท่านมรณภาพในวันที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2481 เวลา 18.00 นาฬิกา ท่านได้กำหนดวันและเวลามรณภาพของท่านไว้ล่วงหน้าถึง 3 ปี ก่อนมรณภาพท่านให้โอวาทเป็นครั้งสุดท้าย ให้ศิษย์ทุกคนทำความดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งห้ามดื่มสุราและห้ามลักทรัพย์ สำหรับคนที่ไม่ทิ้งคาถาพระปัจเจกพุทธเจ้าจะเอาตัวรอดได้หลังท่านมรณภาพ 9 วัน ก่อนนำบรรจุลงหีบ สังขารของท่านเป็นปกติทุกอย่างมีอาการเหมือนคนนอนหลับ 

 

หลวงพ่อฤๅษีลิงดำเล่าประวัติหลวงพ่อปาน

ความสงสัยก่อนบวช

          ก่อนที่ท่านจะบวชท่านเกิดความสงสัยเนื้อผู้หญิงมันดียังไงผู้ชายถึงอยากได้นัก หากว่าดีจริงเมื่อบวชแล้วจะสึกออกมาแต่งงาน แต่ถ้าไม่ดีท่านก็จะขอบวชตลอดชีวิต บ้านของท่านก็มีทาสรับใช้อยู่คนหนึ่ง ชื่อว่าพี่เขียว อายุประมาณ 25 ปี ตอนกลางวันอยู่ด้วยกัน 2 คน เมื่อคนว่างก็เข้าไปหาพี่เขียวในครัว ยกมือไหว้บอกว่า

          “พี่เขียวขออภัยเถอะ ฉันขอจับเนื้อพี่เขียวดูหน่อยได้ไหมว่าเนื้อผู้หญิงนะมันดียังไงเขาถึงชอบกันนัก”  

          พี่เขียวก็แสนดี อนุญาต ท่านก็เลือกจับเนื้อกล้าม เขาเรียกกล้ามเนื้อที่หน้าอก จับตรงนั้นแต่ก็ไม่ได้ลวนลามไปถึงไหน จับๆ แล้วก็มาจับน่อง ท่านเกิดความรู้สึกว่ามันคล้ายกัน แล้วท่านก็ถามพี่เขียวว่าทำไมผู้ชายเขาถึงชอบเขาถึงชอบเนื้อผู้หญิงนัก พี่เขียวก็บอกว่าไม่รู้เหมือนกัน แล้วท่านก็ยกไหว้ขอขมาพี่เขียว บอกว่า

          “ขอโทษนะพี่เขียวนะ ที่ขอจับเนื้อนี้ไม่ใช่ดูถูกดูหมิ่น อยากจะพิสูจน์เท่านั้นว่ามันดีอย่างไร”  พี่เขียวให้อภัย แล้วท่านก็ตั้งใจว่าบวชคราวนี้จะไม่สึก

          วันรุ่งขึ้นท่านพ่อก็พาถือพานดอกไม้ธูปเทียนไปวัดบางปลาหมอ เวลาเดินไปตามทางไปพบปลาตัวหนึ่งมันอยู่ในหนองน้ำเกือบแห้งเป็นปลาช่อนตัวใหญ่ ท่านก็จับเอาไป พอถึงแม่น้ำท่านก็ปล่อย ท่านบอกว่าในชีวิตของท่านไม่เคยฆ่าสัตว์เลยไม่ว่าจะสัตว์เล็กสัตว์ใหญ่ ถ้าฆ่ามันโดยเจตนาแล้วไม่เคยทำ แม้แต่ยุงก็ไม่เคยตบ เมื่อปล่อยปลาแล้วท่านพ่อก็พาไปหาหลวงพ่อสุ่น หลวงพ่อสุ่นเห็นเข้ากวักมือเรียกไปหา หลวงพ่อปานเข้าไปกราบท่าน หลวงพ่อสุ่นเอามือลูบหัวบอกว่า “ปานเอ๊ย อยู่กับพ่อนะ จะได้ดีนะ นับตั้งแต่นี้ไปเป็นลูกของพ่อ” ท่านหันไปบอกพ่อของท่าน

          “เอ็งน่ะกลับบ้านได้แล้ว ไม่ต้องห่วงเจ้าปาน มันเป็นลูกของข้าแล้ว แล้วแกไม่ต้องห่วง เจ้าปานของข้ามันไม่สึก ต่อไปข้ามีอะไรข้าจะถ่ายทอดให้มันทั้งหมด ไอนี่ข้ามองมาตั้งแต่เล็กแล้ว ตั้งแต่ 4-5 ขวบ ข้าก็มองๆ มา นึกว่าถ้าเจ้าปานนี่มันบวชก่อนข้าตายแล้วข้าจะต้องเอามาไว้ วิชาความรู้ของข้านี่ถ่ายทอดใครไม่ได้ ไม่มีใครรับเอาไปได้หมด ข้ามองมานานแล้วว่าเจ้าปานมันรับของข้าได้” ท่านบอกว่าพอฟังเท่านั้นแหละ ปลื้มใจบอกไม่ถูก คิดไม่ถึงว่าท่านจะเป็นคนที่หลวงพ่อสุ่นวัดบางปลาหมอต้องการตัว เพราะเวลานั้นหลวงพ่อสุ่นมีชื่อเสียงพุ่งโด่งดังมากเป็นกรณีพิเศษ

          เมื่อพ่อท่านกลับแล้ว หลวงพ่อสุ่นท่านก็แนะนำถึงวิธีการบวชว่า “ปานเอ๊ย การบวชนี้เป็นของยากนะลูกนะ แต่ไม่ยากจนเกินไป เจ้าจะบวชต้องจำตรงนี้ไว้ก่อน” ท่านกางหนังสือเจ็ดตำนานให้ดูถึงตัวขานนาคว่า “นิพพานัสสะ สัจฉิกิริยายะ เอตัง กาสาวัง คะเหตวา” แปลว่า เราขอรับผ้ากาสาวพัสตร์เพื่อทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน แล้วท่านก็ว่า “นี่เราอย่าบวชเป็นทาสกิเลสตัณหานะ คิดว่าเวลาบวชนะ บวชเข้ามาแล้วนะปาน โลกธรรมต้องทิ้งให้หมดนะ อย่าเกาะนะ ถ้าเกาะมันตัวเดียวไม่เป็นพระเลย ถึงแม้ว่าจะห่มผ้าเหลืองโกนหัวก็ตามจะถือว่าเรามีศีลนะไม่จริง”

โลกธรรม 8 ประการ คือ

          1.    อยากรวย คืออยากมีลาภอยากรวย เมื่อได้ทรัพย์มาแล้วดีใจคิดว่าเรามีทรัพย์เราสะสมเป็นทรัพย์สินให้มาก

          2.    ถ้าทรัพย์หมดเสียใจ

          3.    อยากมียศ อยากมียศถาบรรดาศักดิ์ ได้ยศมาแล้วปลื้มใจ

          4.    เมื่อยศหมดไปเสียใจ

          5.    นินทา เมื่อได้รับคำนินทาแล้วเดือดร้อน

          6.    ถ้าได้รับคำสรรเสริญก็ยินดี

          7.    มีสุขในกามารมณ์ มีความเพลิดเพลิน

          8.    มีความทุกข์ก็หวั่นไหว

          แล้วท่านก็ว่า “สิ่งทั้งหลายเหล่าอื่นไม่ต้องจำ จำว่าหนึ่ง บวชพระจงอย่ารวย อย่าสะสมเงิน ถ้าไม่มีเงินก็จงอย่าเดือดร้อน ไม่เป็นไร บ้านเราไม่ต้องเช่าข้าวเราไม่ต้องซื้อ ชาวบ้านเขาหาให้ อย่าหวังรวย ถ้ารวยแล้วไม่ใช่พระ จะบวชสักกี่ร้อยพรรษาก็ไม่ใช่พระ ถ้าเราจะรวยต้องรวยด้วยศีลด้วยธรรม รวยด้วยบุญบารมี เงินได้มาเท่าไรทำเป็นสาธารณประโยชน์ให้หมด เหลือกินเหลือใช้ตามความจำเป็น แล้วใช้เป็นส่วนสาธารณประโยชน์ให้หมดอย่าให้มันเหลือ นี่จงอย่ารวย

          รายการที่สอง อย่ารับยศ ถ้าจำเป็นจำต้องรับยศอย่าเมายศ จงคิดว่าเราเป็นพระ เราบวชเพื่อพระนิพพาน ยศถาบรรดาศักดิ์มันเป็นโลกธรรม มันเป็นตัวถ่วง ตัวกิเลส ยศเป็นกิเลส ลาภเป็นกิเลส สรรเสริญเป็นกิเลส ความสุขในกามารมณ์เป็นกิเลส ถ้าเราพอใจในเหตุสี่อย่างนี่เราไม่ใช่พระ ถ้าขืนบวชเท่าไรก็ไม่ใช่พระ มันจะตกอเวจีมหานรก จงจำไว้ แล้วก็อย่าทำนะ อย่าฝืนไปเกาะตามนั้น คิดอย่างเดียวว่าเราบวชเพื่อพระนิพพาน ปานเอ๋ย วิชาความรู้นะลูก ที่พ่อมีอยู่ทั้งหมด ถ้าเธอมีอารมณ์อย่างนี้พ่อให้ไม่มีเหลือ”

012

 

ฝึกสะเดาะกุญแจ

          เอาอย่างนี้ก่อนก็แล้วกันในฐานะที่ลูกเข้ามาเป็นวันแรก จะให้เรียนอะไรมันก็ยังไม่ดีนะ ต่อไปนี้ก็ท่องขานนาคเสียให้ครบ แล้วก็ท่องหนังสือสวดมนต์ให้ได้ แล้วเอาคาถานี้ไปคาถาคือธาตุทั้ง 4 นะมะ พะ ธะ ให้ว่าถอยหลัง เอาไปเป่ากุญแจนะ เป่าให้กุญแจมันหลุด กุญแจนี่กดให้มันติดแล้วเป่าให้มันหลุด ถ้าเจ้าเป่ากุญแจหลุดได้เมื่อไรมาบอกพ่อ ต่อแต่นั้นพ่อจะให้ของดีทุกอย่างที่พ่อมีอยู่ ที่สุดของความดีน่ะไม่ว่าอะไรทั้งหมดที่พ่อมีอยู่พ่อจะให้เจ้าไม่เหลือเลย หลวงพ่อปานรับคำแล้วท่านให้จัดสถานที่ให้เมื่อหลวงพ่อสุ่นจัดสถานที่ให้แล้วท่านก็มาท่องขานนาค แล้วก็ท่องหนังสือสวดมนต์ไปพร้อมเป่ากุญแจไปด้วย ท่านนั่งเป่ากุญแจ 1 เดือน มันไม่ออก แต่ทว่าวันหนึ่งไม่ทราบว่าเป็นเพราะอะไร พอทำใจสบายๆ นอนเผลอๆ ลุกขึ้นมาพอจับกุญแจเป่ามันก็หลุดผลัวะ มันหลุดง่าย ต่อแต่นั้นไปเป่ากุญแจมาดอกไหนก็หลุด หนักๆ เข้าไม่ต้องเป่า เอามือไปแตะก็หลุด ผลที่สุดไปซื้อกุญแจ 30-40 ดอก เอาใส่ราวเอามือกดให้ติด เอามือแตะราวเท่านั้นแหละ กุญแจหลุดออกหมดแม้แต่กุญแจจีนก็หลุด เป็นอันว่าเรื่องกุญแจท่านทำได้

          นี่เป็นวิธีการของหลวงพ่อสุ่นสอนให้หลวงพ่อปานฝึกสมาธิ เพราะหลวงพ่อสุ่นเป็นคนมีฤทธิ์ ฤทธิ์ต่างๆ จะเกิดมาได้ก็เพราะอาศัยจิตเป็นสมาธิเป็นสำคัญ ในที่สุดหลวงพ่อปานท่านก็เป่าหลุด พอเป่าหลุดแล้วปรากฏว่าตอนกลางคืนหลวงพ่อสุ่นก็เรียกเข้าหา ถามว่าท่องขานนาคจบแล้วหรือยัง ท่านบอกว่าท่องจบแล้ว หนังสือสวดมนต์ท่องถึงตรงไหน ท่านบอกว่าท่องถึงบทนั้นบทนี้จวนจะจบเจ็ดตำนาน คาถาเป่ากุญแจที่พ่อให้นี่เอ็งทำได้หรือยัง หลวงพ่อปานก็บอกว่า ทำได้แล้วขอรับ ท่านก็หยิบกุญแจจีนเข้ามาแล้วก็กระทุ้งเสียจนแน่น ลอกลองเป่ากุญแจดอกนี้ซิออกไหม หลวงพ่อปานพอเอื้อมมือไปจับกุญแจ พอถูกกุญแจลั่นผัวะ หลวงพ่อปานทำได้ หลวงพ่อสุ่นหัวเราะชอบใจบอกว่า

           “ปานเอ๊ย ถ้าเอ็งทำได้อย่างนี้ ต่อไปอะไรเล่าที่เอ็งต้องการพ่อให้หมด ไม่เหลือ แต่ว่าเอ็งจงจำไว้ให้ดีนะลูกนะ การบวชเป็นพระต้องจำไว้คำหนึ่ง คำขอบรรพชาว่า นิพพานัสสะ สัจฉิกิริยายะ เอตัง กาสาวัง คะเหตวา เราขอรับผ้ากาสาวพัสตร์จากพระอุปัชฌาย์เพื่อจะทำให้แจ้งพระนิพพาน ถ้าหากว่าจะบวชเพื่อเป็นประเพณีแล้วก็อย่าบวชเลย ตกนรก เพราะพระนี่ตกนรกง่ายกว่าฆราวาส แล้วฆราวาสเขาตกก็เรียกว่ามีโทษไม่หนักเท่าพระ พระมีบุญมาก ฆราวาสทำบุญ 100 ครั้ง พระทำบุญครั้งเดียวมีอานิสงส์มากกว่า ตานี้หากชาวบ้านเขาทำบาป 100 ครั้ง พระทำบาปครั้งเดียวก็บาปมากกว่าเหมือนกัน ปานต้องจำไว้ เอ็งจะต้องบวชต่อไปตลอดชีวิตนะลูกปานนะ ไม่มีโอกาสได้สึก เอ็งนะไม่ได้สึกหรอก บุญวาสนาบารมีของเอ็งมีมาก เอ็งปรารถนาพุทธภูมิมามาก ทำมาเยอะแล้ว ชาตินี้เป็นชาติที่สุด การบำเพ็ญบารมีชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย ต่อไปก็มีการเกิดจะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าเท่านั้น”

          ปรากฏว่าวันรุ่งขึ้นอีกวันหนึ่งหลวงพ่อสุ่นกำลังรับแขกอยู่ แขกของท่านก็คือแขกคนไข้ คนไข้มาให้ท่านรักษาโรค ปรากฏว่าน้ำสำหรับทำน้ำมนต์ในตุ่มไม่มี แล้วหลวงพ่อสุ่นท่านก็เรียกหลวงพ่อปานเข้าไป กำลังเป็นนาคว่า “ปานเอ๊ย ปานมารดน้ำมนต์ให้คนไข้ทีเถอะ” หลวงพ่อปานท่านเดินเข้าไปแล้วท่านก็กราบ พอกราบเรียนหลวงพ่อสุ่นว่าน้ำในตุ่มไม่มีขอรับ เมื่อกี้ผมไปดูแล้ว ประเดี๋ยวผมจะไปตักน้ำมาใส่ตุ่มก่อน ท่านก็ลุกขึ้นคว้าหาบคว้าถัง 2 ลูกใส่คานจะไปหาบน้ำจากท่าน้ำ หลวงพ่อสุ่นท่านก็โบกมือว่า “ปานเอ๊ย ไม่ต้องตักหรอกลูก น้ำพ่อตักมาแล้ว พ่อตักใส่ตุ่มเต็มแล้ว” หลวงพ่อปานท่านก็แปลกใจว่า เราก็นั่งดูท่านอยู่ไม่เห็นท่านไปไหน ท่านบอกว่าท่านตัก ปรากฏว่ามีน้ำ อันนี้แปลกใจแล้ววันนั้นก็รดน้ำมนต์กันไปประมาณ 50 คน น้ำในตุ่มยุบลงไปไม่ถึงคืบ ตุ่มลูกนั้นไม่โตเป็นตุ่มเล็กๆ หากจะรดกันจริงๆ 4 คนหมดตุ่ม แต่ว่าวันนั้นแขกตั้ง 50 คนยุบลงไปไม่ถึงคืบเป็นเรื่องอัศจรรย์ พอแขกไปหมดแล้วหลวงพ่อสุ่นก็เรียกหลวงพ่อปานเข้าไปบอกว่า

           “ปานเอ๊ย เอ็งแปลกใจหรือลูก แปลกใจว่าน้ำในตุ่มมันมาได้อย่างไร เรื่องนี้เป็นเรื่องของพระนะลูกนะ พระที่บวชเข้ามาในพระพุทธศาสนานี่ ถ้ามีความเลื่อมใสพระพุทธเจ้าจริงๆ ทำอะไรก็ได้นะ ไอ้เรื่องน้ำนี่ไม่ต้องเดินไปตักก็ได้ ที่พ่อบอกว่าตักน่ะ “พ่อเอาใจตัก” ปานอยากจะได้คาถาตักน้ำไหม”

          หลวงพ่อปานบอกว่าอยากได้แล้วท่านก็ถามต่อว่า

           “แล้วปานอยากจะเรียนหมออย่างหลวงพ่อไหมล่ะ เรียนหมอนี่มันดีนาลูก เราได้มีโอกาสสังเคราะห์คน”

          หลวงพ่อปานท่านก็บอกว่าอยากเรียน จะเห็นได้ว่าหลวงพ่อสุ่นท่านมีความฉลาด เมื่อหลวงพ่อปานชอบฤทธิ์ชอบเดช อยากเป็นหมอรักษาคนไข้ ท่านก็สอนกรรมฐานให้ แต่ท่านไม่บอกว่าเป็นกรรมฐาน บอกว่าเป็นพื้นฐานของความเป็นหมอ เป็นพื้นฐานของความเป็นผู้มีฤทธิ์ พอถึงกลางคืน หลวงพ่อปานเข้าไปหาท่าน ท่านก็ให้สมาทานพระกรรมฐาน ท่านสอนกรรมฐาน 40 ครบถ้วน

          ต่อมาหลวงพ่อปานก็ได้เข้าพิธีอุปสมบท โดยมีหลวงพ่อปั้น วัดพิกุล มาเป็นคู่สวด หลวงพ่อสุ่น วัดบางปลาหมอ เป็นอุปัชฌาย์ ส่วนคู่สวดอีกองค์ไม่ทราบว่าเป็นใคร

          หลวงพ่อสุ่นก็ได้สอนกรรมฐานขั้นต้น ท่านสอนให้ละ นิวรณ์ 5 ประการ กามฉันทะ ความพอใจในรูป เสียง กลิ่น รส และสัมผัสในเพศตรงข้ามหรือว่าของตัวเอง แล้วก็ พยาบาท การจองล้างจองผลาญ การง่วงเหงาหาวนอน มีอารมณ์ฟุ้งซ่านนอกแบบนอกแผน สงสัยในผลของการปฏิบัติความดี สิ่งทั้งหลายนี้ท่านเรียกว่านิวรณ์ เป็นเครื่องกั้นความดี สิ่งเหล่านี้ต้องระงับ ต่อไปก็รักษา ศีลให้บริสุทธิ์มีพรหมวิหาร 4

          หลวงพ่อสุ่นสอนให้หลวงพ่อปานทำแบบนี้ เสร็จเรียบร้อยท่านบอกว่า

          “ปานเอ๊ย ลูกปานเป็นคนดีมีความสามารถ เคยมีบุญวาสนาบารมีมาก เอาอย่างนี้นะ ขั้นแรกกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก หายใจเข้ากระทบจมูก กระทบหน้าอก กระทบริมท้อง หายใจออกกระทบท้อง กระทบหน้าอก กระทบริมฝีปาก ลมกระทบ 3 ฐาน กำหนดให้ได้นะ พร้อมกันนั้นหายใจเข้าให้รู้กำหนดนึกถึงคำภาวนาว่า พุท หายใจออกนึกว่า โธ แล้วก็เพ่งรูปพระสักองค์หนึ่งพระพุทธรูปองค์ไหนก็ได้ เพ่งรูปพระให้จำได้ นึกถึงรูปพระไปพร้อมกันกับรู้ลมหายใจเข้าออกและภาวนา นี่เป็นการสอนกรรมฐานทีเดียว 3 อย่าง

          คือว่าหนึ่ง อานาปานุสสติกรรมฐาน รู้กำหนดลมหายใจเข้าออก อันทรงได้ถึงฌาน 4 แล้วคำว่า พุทโธ เป็นเครื่องโยงใจ เป็นพุทธานุสสติกรรมฐาน การเพ่งรูปพระเป็นกสิณ ท่านสอนทีเดียว 3 อย่าง เมื่อท่านสอนอย่างนี้แล้วหลวงพ่อปานก็มาทำตาม เวลาทำท่านเข้าไปในโบสถ์ เพราะพระในโบสถ์องค์ใหญ่ พระประธานเขาปั้นไว้ใหญ่ ชอบใจเห็นง่าย เห็นชัด ท่านไปนั่งทำในโบสถ์ ท่านบอกว่า 7 วันเห็นชัด พอวันแรกก็จับพระได้ไรๆ พอวันที่สองที่สามมองภาพพระได้ชัด พอวันที่สี่ที่ห้าพระปรากฏชัด พอวันที่เจ็ดพระมีสีแก้วเป็นประกายพรึก จะบังคับให้สูงก็ได้ ต่ำก็ได้ ใหญ่ก็ได้ ตามใจชอบ อันนี้เป็นกสิณสำคัญจริงๆ เป็นตัวกสิณ ฝึกอยู่อย่างนั้นต่อไปอีก 5-6 วัน อารมณ์สบาย นึกถึงภาพพระเมื่อไรก็เห็นเมื่อนั้น จะเดินไปบิณฑบาตจะเดินไปกลางลานวัด จะกลับมาเยี่ยมพ่อแม่ นึกถึงภาพพระเมื่อไรก็เห็นเมื่อนั้น บังคับให้อยู่ข้างหน้าก็ได้ ให้อยู่ข้างหลังก็ได้ เห็นทางใจ คือว่าติดอยู่ในอารมณ์ พอสบายใจถึงวันที่ 10 หลวงพ่อสุ่นก็เรียกเข้าไปหา

          ท่านถามว่า “ปานเอ๊ย พื้นฐานกำลังใจที่พ่อให้ไว้ทำได้หรือยังลูก”

          หลวงพ่อปานก็ตอบว่า “ได้แล้วขอรับ”

          หลวงพ่อสุ่นถามว่า “เจ้าเห็นพระเป็นสีแก้วประกายพรึกแล้วใช่ไหม”

          หลวงพ่อปานตกใจ ว่าทำไมหลวงพ่อสุ่นถึงทราบได้เพราะนี่เป็นอารมณ์จิตของท่าน ท่านรู้ได้อย่างไร ก็นึกในใจ พอสงสัยท่านก็ยิ้มบอกว่า

          “ปาน ไม่ต้องสงสัย สิ่งใดก็ตามที่เจ้าทำได้ พ่อต้องรู้ เพราะพ่อได้มาก่อน สิ่งที่ได้ก่อนพ่อต้องรู้ เจ้าทำทีหลัง ไม่ยังงั้นพ่อสอนเจ้าไม่ได้  ปาน นี่ถึงที่สุดแล้วนะ ต่อไปนี้เราจะเปลี่ยนกันใหม่ อันนี้ได้เต็มที่แล้วแต่ต้องรักษาอารมณ์ไว้นะ อย่าให้สูญไป ของที่ได้ไว้แล้วอย่าให้สูญ ตอนนี้เรามาตั้งต้นกันใหม่ ตอนนี้ลูกปานจะเอาอะไร ลูกจะเรียนอะไรต่อ จะเรียนพื้นฐานกำลังใจจะเรียนอะไรต่อ เรื่องเสกน้ำมนต์ยังไม่ต้องเรียน เราสร้างกำลังใจกันก่อน”

          หลวงพ่อปานท่านก็เลยบอกว่า ท่านคิดอยู่เสมอเรื่องน้ำในตุ่ม ท่านคิดอยู่เสมอว่าอยากจะตักน้ำด้วยใจ หลวงพ่อสุ่นรู้ใจ ท่านบอกว่า “เธออยากได้วิชาตักน้ำด้วยใจใช่ไหม”

          หลวงพ่อปานบอกว่า “ใช่ขอรับ”

          หลวงพ่อสุ่นบอกว่า “ได้ปาน พ่อตั้งใจไว้แล้วมาเรียนวิชาตักน้ำกัน ต่อแต่นี้ไปไม่ยากนะ อารมณ์เดิมที่ลูกทำมาแล้วที่พ่อสอนไปก่อนเราตั้งอารมณ์อย่างไหนเราก็ทำอย่างนั้น แต่ว่าวิธีเราจะทำวิชาตักน้ำก็เอาน้ำมาขันหนึ่งวางไว้ตรงหน้า ห่างออกไปสักศอกคืบ ลืมตามองดูน้ำแล้วก็หลับตานึกถึงภาพน้ำ ภาวนาว่า “อาโปกสิณัง” ว่าเท่านี้นะ แล้วก็ถ้าภาพน้ำมันหายไปละก็ ลืมตาดูใหม่ ใช้อารมณ์ตามเดินนะ กำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก แต่ไม่ต้องภาวนาว่าพุทโธ ไม่ต้องนึกถึงภาพพระ นึกถึงภาพน้ำแทน ใช้คำภาวนาว่า อาโปกสิณังแทนนะ”

          หลวงพ่อปานรับคำแล้วหลวงพ่อสุ่นบอกว่า “เจ้าไปทำในโบสถ์หรือในป่าช่าก็ได้” หลวงพ่อปานก็ไปทำต่อมาหลวงพ่อปานเพ่งน้ำจนเป็นแก้วประกายพรึก หลวงพ่อสุ่นท่านก็รู้และเรียกให้หลวงพ่อปานเข้าไปพบ หลวงพ่อสุ่นก็ถามว่า “ปานเอ๊ย กสิณน้ำหรือว่าคาถาดูน้ำของลูกนะได้ดีแล้วใช่ไหม” หลวงพ่อปานก็บอกว่า “เห็นเป็นสีแก้วขอรับ” หลวงพ่อสุ่นก็บอกว่า “นั้นมันถึงที่สุดแล้วนะลูกนะ แล้วก็หัดทรงเวลาหรือเปล่าล่ะ” หลวงพ่อปานว่า “หัดตั้วเวลาคือเอาเทียนขี้ผึ้งมาเอาเงินเหรียญไปติดไว้ที่ตรงไหนก็ตามที่เทียน แล้วก็จุดเทียน ทำกสิณทรงภาพทรงสมาธิจับนิมิตให้ทรงอยู่ตลอดเวลาจนกระทั้งเทียนนั้นไหม้มาถึงสตางค์ที่ติดไว้ สตางค์มันก็หล่นลงขันมีเสียงดังก็แสดงว่าหมดเวลา”

          หลวงพ่อสุ่นบอกว่า “ปานเอ๊ย อยากจะดูฝนตกไหมลูก อยากดูน้ำเกิดในแผ่นดินไหม”

          หลวงพ่อปานบอกว่า “อยากดู”

          แล้วท่านทั้งสองก็ออกไปลานวัดด้วยกันพากันไปที่ป่าช้าแล้วหลวงพ่อสุ่นก็บอกว่าตรงนี้มันแห่ง เดี๋ยวพ่อจะทำให้มีน้ำ พอท่านชี้ลงไปเท่านั้นตรงนั้นปรากฏว่ามีน้ำท่วมขึ้นมาทันทีแล้วหลวงพ่อสุ่นก็บอกว่าประเดี๋ยวพ่อจะให้ฝนตกตรงนี้ วัดพื้นที่กว้าง 2 วา ยาว 2 วา ฝนจะตกเฉพาะตรงนั้น พอท่านบอกแล้วก็แหงนขึ้นไปบนอากาศ แล้วก็ก้มหน้าเท่านี้ฝนตกเลย จากนั้นท่านก็บอกให้หลวงพ่อปานทำบ้างและบอกว่า “ถ้าเอ็งจะทำให้ฝนตกอย่าให้เลยป่าช้าไปนะ ชาวบ้านเขากำลังทำไร่ไถนาเขาจะลำบาก เอาเฉพาะในเขตของเรา ลองทำซิ”

          หลวงพ่อปานก็ตั้งท่าจะทำบ้างอธิษฐานว่าขอฝนจงตกภายในบริเวณป่าช้าให้เป็นเม็ดใหญ่ ตกประมาณ 1 ชั่วโมง แล้วก็เข้าสมาธิแล้วคลายสมาธิมาอธิษฐานอีกครั้งหนึ่ง เท่านี้ท่านบอกว่าปรากฏว่าฝนตกขนาดหนักเม็ดใหญ่ๆ ไม่มีลมเลย แดดจ้า ตกเฉพาะในป่าช้า เมื่อฝนตกเต็มที่แล้วปรากฏว่าหลวงพ่อปานเปียกหมดทั้งตัว ทั้งสบง จีวร สังฆาฏิ ไม่เหลือ ก็ต้องนั่งอยู่อย่างนั้นจนกว่าฝนจะหาย ส่วนหลวงพ่อสุ่นไม่เปียก ตัวแห้ง หลวงพ่อปานแปลกใจถามว่า “หลวงพ่อขอรับหลวงพ่อทำไมจึงไม่เปียก”

           ท่านบอกว่า “ก็คุณมันทำฝนตกได้ แต่ว่าคุณเองไม่สามารถจะป้องกันฝนไม่ให้เปียกตัวได้ วิชาอย่างนี้คุณยังไม่มี อย่างนี้เขาเรียกกันว่า วาโยกสิณ เวลาที่คุณทำให้ฝนตก ฉันก็บันดาลให้เกิดลมเฉพาะบริเวณร่างกายของฉันปัดน้ำฝนไปเสีย ไม่ให้มาถูกตัวฉันเอาแค่ตัวฉันห่างไป 2 ศอก อธิษฐานเท่านั้น เธอลองวัดดูซิ วัดดูว่ามันห่างตัวฉันไปเท่าใดดินมันแห้ง” หลวงพ่อปานก็กะประมาณว่าประมาณ 2 ศอก

          ท่านก็บอกว่า “ปาน วาโยกสิณมีความสำคัญต่อคนไข้มาก ถ้าเราจะเป็นหมอ ตามธรรมดาคนไข้นี่นะ เมื่อเป็นไข้ไม่สบายแล้วเดินเหินไม่ค่อยถนัด เดินเหินไม่สะดวก บางทีต้องเข้าปีกประคองกัน เพราะความป่วยไข้ไม่สบายมันเป็นทุกขเวทนาอย่างหนัก ถ้าหากว่าเราเป็นหมอ ถ้าเรารักษาคนไข้แบบนั้นเราก็ลำบาก เวลาจะลุกก็ต้องประคองลุก เวลาจะนั่งก็ต้องประคองนั่ง เวลาจะเดินก็ต้องประคองเดิน เราก็เอาวาโยกสิณช่วย เวลาคนไข้เขาไม่มีกำลัง เดินไม่ค่อยไหว เราก็ใช้วาโยกสิณเข้าช่วย วาโยกสิณนี้จะสามารถทำคนไข้ให้เดินได้คล่อง ลุกคล่อง นั่งคล่อง ทำอะไรคล่องๆ ได้ เรียกว่าเราต้องใช้กำลังทางใจของเราช่วย วาโยกสิณก็คืออำนาจทางใจหรือว่าฤทธิ์ทางใจนั่นเอง และไม่ได้ใช้ได้กับคนไข้ได้อย่างเดียว เวลาฝนตกมาเราก็ให้ลมหอบฝนไปตกที่อื่นเสียก็ได้และเราสามารถจะใช้วาโยกสิณบันดาลให้ร่างกายของเราเป็นร่างกายเบาแล้วร่างกายของเราจะลอยไปคือเหาะไปลงตรงไหนก็ได้”

          หลวงพ่อปานชอบใจนึกอยากได้ขึ้นมาทันทีก็ขอเรียนกับหลวงพ่อสุ่น หลวงพ่อสุ่นก็บอกว่า “มันเป็นของไม่ยาก กสิณนะถ้าเราได้เสียอย่างใดอย่างหนึ่ง อีก 9 อย่างมันได้ไม่ยากเลย มันของเหมือนกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเธอเป่ากุญแจหลุด เก่งมาแล้ว แค่แตะกุญแจก็หลุด อันนี้สมาธิสูงมาก แล้วได้อนุสสติ แล้วได้ ปีตกสิณ คือกสิณสีเหลือง เป็นพระพุทธรูปองค์เหลืองๆ ได้มาแล้ว เพราะนั้นเป็นการทรงฌาน 4 เราได้ฌาน 4 แล้ว เราจึงทำกสิณอย่างอื่นได้คล่อง ทีนี้โดยเฉพาะอย่างยิ่งเธอตั้วเวลารักษานิมิตได้เป็นชั่วโมงๆ แบบนี้กสิณอีก 9 กองเป็นของไม่ยาก ฉันจะสอนให้เอากันเดี๋ยวนี้เลย การขึ้นการบูชาก็ทำกันคราวเดียว ต่อไปเธอก็บูชาของเธอเองที่หน้าพระพุทธรูปก็แล้วกัน”

          ท่านก็ชี้ให้ดูกิ่งไม้มันไหวๆ อาการของกิ่งไม้ไหวเป็นอาการของลมพัด จับภาพนั้นไว้ในใจให้เกิดนิมิตตามเดิม เรียกว่าทำตามแบบฉบับเดียวกับกสิณน้ำที่ทำมาแล้ว จับภาพอาการไหวนั้นให้ปรากฏแก่ใจจนกระทั่งเกิดนิมิตขึ้น นิมิตก็เป็นภาพประกายพรึก เห็นอาการไหวตัวได้ทั่ว เห็นลมพัดไปได้ทั่วโลก หลวงพ่อปานท่านใช้เวลา 3 วัน ก็ฝึกสำเร็จ

          หลวงพ่อสุ่นบอกว่า “นับตั้งแต่ดดูว่ามันห่างตัวฉันไปเท่าใดดินมันแห้งเสีย ไงนี้คุณยังไม่มี อย่างนี้เขาเรียกกันว่า วาโยกสิณ เวลานี้ต่อไปถ้ามีคนไข้มานะ ถ้าคนไข้เขาไม่แข็งแรงหรือคนไข้เขามีความเดือดร้อน จะให้ปานช่วย คุณปาน คุณจงซ้อมไว้นะในระหว่างที่พ่อยังมีชีวิตอยู่ ท่านก็บอกว่า ถ้าคนไข้เขามีความหนาวก็ต้องเอาไฟช่วย วิธีจะใช้ไฟช่วยทางในนี่เขาเรียกว่า เตโชกสิณ นี่มันเป็นวิชาหมอนะปานนะ แต่สิ่งที่มันเป็นกำไรนี่ก็เป็นส่วนอื่นต่างหาก เป็นผลกำไรนอกจากการใช้ทางหมอ”

          ตอนนี้ท่านให้ฝึกเตโชกสิณซึ่งหลวงพ่อปานก็ทำได้ เมื่อทำได้เสร็จเรียบร้อย

          หลวงพ่อสุ่นก็บอกว่า “ตาม ธรรมดาคนไข้มีร่างกายไม่แข็งแรง เราเป็นหมอก็ต้องช่วยให้แข็งแรงให้ได้ ตอนนี้เราก็ต้องเล่น ปฐวีกสิณ คือทำร่างกายเพราะดินนะมันแข็ง ปฐวีแปลว่าดิน ของอ่อนเราทำให้แข็งได้ ร่างกายคนอ่อนแอเราทำให้แข็งได้ เข้มแข็งขึ้นมา แล้วต้องการจะให้ว่องไวก็ใช้ลมช่วย ถ้าเขาร้อนเราต้องเอาน้ำช่วย ถ้าเขาเย็นเกินไป เขาหนาวเกินไป เราก็เอาไฟช่วย”

          หลวงพ่อปานก็เรียนปฐวีกสิณ พอท่านทำได้หลวงพ่อสุ่นก็ให้ฝึกทำของอ่อนให้เป็นของแข็ง เอาน้ำใส่ขันมาให้อธิษฐานน้ำในขันให้เป็นน้ำแข็งเอานิ้วจิ้มลงไปมันก็แข็ง ต่อมาหลวงพ่อสุ่นก็บอกว่า “เอาอย่างนี้แล้วกัน อากาศนี้เราก็ทำให้แข็งได้ แล้วก็เดินไปบนอากาศได้ ถ้าเราไม่ใช้วาโยกสิณเราไม่รีบเหาะก็ไปไม่ได้เร็ว ไปตามกำลังอาการเดินของเรา หากเราใช้วาโยกสิณเรียกว่าเหาะก็ไปเร็ว ทีนี้เราจะเดินไปบนอากาศ ปาน เธอจงอธิษฐานขอให้อากาศทุกจุดที่เท้าเราจะเหยียบลงไปจงแข็งเหมือนดิน”

          แล้วหลวงพ่อปานก็อธิษฐานจิตตามนั้น ยกนิมิตกสิณขึ้นแล้วอธิษฐานจิตว่า ขอให้อากาศทุกจุดที่ข้าพเจ้าย่างเหยียบไปจงแข็งเหมือนดิน อธิษฐานแล้วก็คลายสมาธิจากฌานออกมาถึงอุปจารสมาธิ เมื่อถึงอุปจารสมาธิแล้วก็เหยียบขึ้นบนอากาศเดินสบาย  เสร็จแล้วหลวงพ่อสุ่นก็เรียกกลับแล้วท่านก็สอนว่า “วิชาหมอที่เจ้าเรียนนี้ยังไม่จบ เวลาที่คนไข้เขามารักษาโรคกะเรานี่ เราต้องตรวจโรคเขานะ ถ้าเราไม่รู้ว่า เขาเป็นโรคอะไรมันก็เสร็จกัน วิชาเสกหมากนี่เป็นการตรวจแบบเบาๆ ต่อไปถ้าหากว่าเราสงสัยเรากำร่างกายของคนไข้ให้เป็นอากาศ ให้มันเป็นช่องว่าง แล้วอธิษฐานให้ตัวโรคจงปรากฏ แล้วเราก็ทำใจของเราให้สว่าง มองเห็นโรคได้ชัด โรคที่มันเป็นจริงๆ น่ะมันเป็นตรงไหน อาการมันเป็นยังไง แล้วก็การที่จะรักษาให้หายยังไง นี่มันเป็นเรื่องของทิพจักขุญาณมันมีวิชาอย่างเดียวกันนี่ที่ทำพร้อมกันได้”

          ต่อจากนั้นท่านก็สอนอากาสกสิณให้หลวงพ่อปานเพ่งอาการว่างของอากาศ ว่าในโลกนี้ไม่มีอะไร มันสลายตัวหมด ว่างหมด ไม่มีหรอก กอไผ่ ต้นไม้ ภูเขา ผู้คนที่เกิดมาปรากฏ บ้านเรือนก็ตาม ในที่สุดมันก็มีอาการพังเหมือนอากาศ มันมีสภาพว่าง เรียกว่า อากาสานัญจายตนะ เวลาเพ่งภาพภาวนาว่า อากาสกสิณัง ต่อมาหลวงพ่อปานก็ทำได้ไม่เกิน 3 วัน หลังจากนั้นหลวงพ่อสุ่นก็ให้ อาโลกกสิณ กสิณแสงสว่าง พอได้อาโลกกสิณแล้วท่านก็บอกว่า

          “อากาสกสิณนี่นะถ้าที่ไหนอากาศไม่บริสุทธิ์เราทำให้อากาศบริสุทธิ์ได้ ที่ไหนมีอะไรเป็นเครื่องปิดบังเราใช้อากาสกสิณเป็นเครื่องทำลาย กำแพงก็ดีหีบหรืออะไรก็ตามที่เขามีเครื่องปิดบังอยู่ เราสามารถจะเห็นของในนั้นได้อย่างสบายๆ คือเพิกมันออกไปเสีย ให้ของที่ปิดบังอยู่มันเป็นอากาศไป มันจะว่าง พอความว่างปรากฏ เราก็ใช้อาโลกกสิณแสงสว่างเข้าไปดู แล้วมันจะเห็นแม้แต่เชื้อโรคที่ในร่างกายเราก็เห็น เห็นได้ชัดเห็นได้ทุกอย่างตามที่มันมีตามความเป็นจริง อาโลกกสิณนี่นะ หรือว่าอากาสกสิณก็ดีหรือว่าปฐวีกสิณก็ดี ยังใช้เป็นญาณได้หลายอย่าง ญาณเครื่องรู้คือ ทิพจักขุญาณ เราสามารถจะเห็นผี เห็นเทวดา เห็นพรหม เห็นสัตว์นรกได้ทุกอย่าง หรือเห็นอะไรเป็นที่ปกปิดได้ จุตูปปาตญาณ คนที่ตายไปแล้วเกิดที่ไหน แล้วคนและสัตว์ที่มาเกิดนี้มาจากที่ไหน เราก็รู้ได้ เจโตปริยญาณ เราก็สามารถจะรู้วาระจิตของคนและสัตว์ได้ว่าเขามีสุขหรือมีทุกข์ และก็มีอะไร ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ สามารถจะระลึกถึงชาติต่างๆ ได้ อตีตังสญาณ รู้เรื่องราวในอดีตของคนและสัตว์หรือบ้านเมืองได้ หรือโลกก็ได้ อนาคตังสญาณ รู้เรื่องราวต่อไปก็ได้ ปัจจุปปันนังสญาณ รู้เรื่องราวในปัจจุบัน หรือคนที่อยู่ไกลว่าเวลานี้เขาทำอะไรอยู่ มีความสุขหรือมีความทุกข์ และ ยถากัมมุตาญาณ รู้กฎของกรรม คนเราที่มีความสุขหรือมีความทุกข์ ที่ตายไปแล้วดีหรือชั่ว ที่เกิดมานี้มีความดีหรือความชั่วเป็นยังไง เพราะอาศัยกรรมอะไรเป็นปัจจัย กรรมอะไรเป็นต้นเหตุนี่เราสามารถรู้ได้”

          แล้วหลวงพ่อสุ่นก็สอนให้หลวงพ่อปานฝึกจนหมดครบถ้วนทุกอย่าง เมื่อหลวงพ่อปานฝึกกสิณเสร็จท่านก็เรียนกรรมฐานอีก 30 กองจนเสร็จ ในด้านฌานต่างๆ ท่านเรียนจบถึงอรูปฌานภายในปีแรกซึ่งหมายความว่ากรรมฐานถ้าได้ถึง 40กองแล้วก็ได้อรูปฌานเป็นสมาบัติ 8 ซึ่งในระหว่างนี้หลวงพ่อสุ่นก็ใช้ให้หลวงพ่อปานเป็นหมอแทน

          หลวงพ่อปานท่านสามารถเรียนกรรมฐาน 40 ครบหมดภายในพรรษาแรกท่านเคยบอกว่า

          “ฉันไม่เห็นมันจะยากตรงไหนนี่ ฉันเคยบอกแล้วว่าถ้าเราอ่านหนังสือออกหนังสือ 40 เล่ม เล่มเล็กๆ บางๆ หนาประมาณ 10 หน้า ถ้าเราอ่านเล่มใดเล่มหนึ่งออกเสียแล้วนะ เราเรียนในตอนต้นฝึกมาอ่านออก เล่มต้นอ่านออกหมดแล้ว อีก 39 เล่มมันก็อ่านออกเหมือนกัน ไม่เห็นมีอะไรยาก กรรมฐาน 40 กองก็เหมือนกันแหละ อย่างเรื่องกสิณก็เหมือนกันนะ นักปฏิบัติพระกรรมฐานน่ะ พอพูดเรื่องกสิณละบางคนทำตาโต บอก แหมนี่เล่นกสิณเชียวรึ ฉันฟังแล้วสลดใจ ของธรรมดาๆ ทั้งหลายเท่านั้นแหละ ทำไมมาพูดกันให้เป็นของยากเป็นของหนัก สร้างความท้อแท้ให้แก่นักปฏิบัติที่หวังความดี”

          พอออกพรรษาหลวงพ่อสุ่นก็เรียกมาอบรมในการธุดงค์ และเมื่อถึงเวลาออกธุดงค์หลวงพ่อสุ่นท่านก็ปล่อยหลวงพ่อปานออกธุดงค์เดี่ยว ท่านบอกว่าไม่ต้องกลัวหลง ถ้ากลัวหลงให้นึกถึงท่าน เมื่อหลวงพ่อปานออกธุดงค์บางครั้งท่านไม่รู้จะไปทางไหนท่านก็ทำใจสบายนึกถึงหลวงพ่อสุ่น พอนึกถึงเท่านั้น ท่านก็เห็นหลวงพ่อสุ่นเดินนำหน้าไปเลย เมื่อกลับจากธุดงค์หลวงพ่อสุ่นก็บัญชาว่า “คุณปาน คุณจะต้องศึกษาพระปริยัติธรรมด้วยบาลี เวลานี้เขาสอนอยู่ที่วัดเจ้าเจ็ดใน คุณต้องไปเรียนที่นั่น” ซึ่งการอยู่ที่วัดนี้แล้วไปเรียนถึงวัดเจ้าเจ็ดในมันไกลมาก หลวงพ่อปานเลยขออนุญาตหลวงพ่อสุ่นไปอยู่วัดบางนมโค หลวงพ่อสุ่นอนุญาตแต่ท่านสั่งว่าทุกเดือนต้องกลับไปหาท่านและให้หลวงพ่อปานไปตั้งสำนักรักษาโรคด้วย หลังจากที่เรียนบาลีที่วัดเจ้าเจ็ด 2 ปี ก็เรียกว่าครูหมดทุน จึงส่งท่านไปเรียนที่วัดสระเกศอีก 5 ปี จบอภิธรรม 7 คัมภีร์ซึ่งหลวงพ่อปานท่านสนใจ วิสุทธิมรรคมากเพราะเป็นนักปฏิบัติ ซึ่งในระหว่างเรียนก็มีพระเกี้ยวเป็นคู่เรียนมาด้วยกัน เมื่อกลับมาวัดบางนมโคก็มาตั้งสำนักเรียน สอนเรียนบาลีและนักธรรมแล้วก็เรียนจริยาของพระ เรียนการแปลหนังสือพระไตรปิฎก และก็เป็นนักเทศน์ด้วยกันทั้งคู่และเป็นหมอรักษาโรคไปด้วย ทุกเดือนท่านจะไปหาหลวงพ่อสุ่นตามวันเวลาที่หลวงพ่อสุ่นกำหนดให้ ด้านจิตใจหลวงพ่อปานท่านมีความกตัญญูกตเวทีมากแล้วมีความอ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่มาก เมื่อท่านกลับมาอยู่วัดบางนมโค สมัยนั้นวัดยังไม่มีอะไร ท่านก็สร้างถาวรวัตถุให้กับวัดจนมีความเจริญ และก็สร้างวัดอีกประมาณ 40 วัด สร้างเฉพาะโบสถ์กับศาลาให้อีกด้วย ท่านสร้างคราวเดียวกันหลายๆ วัด ท่านสร้างมาก บารมีของท่านสูง ท่านจะพูดอะไรเป็นเงินเป็นทองไปหมด

 

หลวงพ่อปานเรียนกรรมฐานกับหลวงพ่อเนียม

          หลวงพ่อปานนิยมพระกรรมฐานมากอยากจะศึกษาให้ยิ่งๆ ขึ้นไปอีกซึ่งสมัยนั้นมีหลวงพ่อเนียม วัดน้อย อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรีที่มีชื่อเสียงด้านกรรมฐานมากในสมัยนั้น หลวงพ่อปานก็เดินทางเพื่อที่จะไปศึกษาพระกรรมฐานกับหลวงพ่อเนียม เมื่อไปถึงหลวงพ่อปานบอกว่าท่านเห็นพระแก่ๆ ผอมๆนุ่งผ้าลอยชายผืนหนึ่ง เอาผ้าคล้องคออีกผืนหนึ่ง เดินมีหมาฝูงหนึ่งวิ่งตามไป ท่านก็คุยกับหมาตัวโน้นบ้างตัวนี้บ้าง เดี๋ยวก็ยิ้มกับหมาตัวโน้นลูบหัวหมาตัวนี้ ท่านก็คิดว่าน่าจะเป็นหลวงพ่อเนียมจึงเดินเข้าไปวางกลด วางย่าม ถอดรองเท้า เข้าไปถึงก็กราบ หลวงพ่อปานบอกว่าแทนที่จะยกมือรับไหว้ กลับจ้องหน้าเป๋งวาจาที่กล่าวมาเป็นวาจาแรกก็คือ

          “มึงมาจากไหนวะ มึงมากราบกูทำไม”

          หลวงพ่อปานบอกว่า “เกล้ากระผมมาจากเมืองกรุงเก่าขอรับ กระผมจะมานมัสการหลวงพ่อขอเรียนพระกรรมฐาน”

          หลวงพ่อเนียมว่า “คนบ้านนี้เขาหาว่ากูบ้า กูเป็นบ้ากูพูดกับหมา กูกินข้าวกับหมาได้มึงจะมาเรียนกรรมฐานกับกูยังไง กูไม่รู้กรรมฐานมันเป็นยังไง” ว่าแล้วท่านก็ไล่ให้กลับวัด หลวงพ่อปานก็นั่งทนฟัง ในที่สุดเห็นท่าจะไม่ได้เรื่องก็เลี้ยงไปหาพระในวัดขออาศัยนอนแล้วก็ถาม023ว่าพระในวัดว่าพระองค์นั้นชื่ออะไร พระท่านก็บอกว่าองค์นั้นแหละหลวงพ่อเนียม หลวงพ่อปานก็สมใจคิดว่า ดีละ ในเมื่อพบหลวงพ่อเนียมก็จะต้องเรียนให้ได้ เอาซิ มาพบคนดีตามคำสั่งของหลวงพ่อสุ่นเข้าแล้ว ในเมื่อพบเข้าแล้วเช่นนี้จะถอยได้อย่างไร

          วันรุ่งขึ้นหลวงพ่อปานก็เข้าไปหาท่านอีก ตอนนี้เข้าไปตอนเช้าเวลาที่พระฉันข้าว เวลาที่หลวงพ่อเนียมฉันข้าวก็ปรากฏว่าท่านนั่งบนโต๊ะ 2 ชั้น ข้างล่างเป็นโต๊ะตัวโต ข้างบนตัวย่อมมีกับข้าวเต็ม ท่านฉันองค์เดียว พระองค์อื่นๆ ตั้งวงฉันไม่ไกลกันนัก บนโต๊ะของท่านพื้นโต๊ะชั้นที่ 1 มีหมาเต็มหมด ท่านกินข้าวคำ ท่านก็ป้อนตัวโน้นคำป้อนตัวนี้คำ แล้วท่านก็ฉันคำ ป้อนหมาบ้างกินเองบ้าง ป้อนแมวบ้าง คุยกะหมาคุยกะแมวไปตามชอบใจ

          เมื่อหลวงพ่อปานเข้าไปกราบ กราบท่านก็ด่าเอาอีก ท่านด่าเอา ท่านไม่ยอมสอนท่านบอกว่าท่านไม่รู้กรรมฐาน ตอนนี้ล่อโคตรพ่อโคตรแม่เข้า เอากันหนัก ในเมื่อหลวงพ่อปานเห็นท่าไม่ได้การ มองดูพระพี่เลี้ยงที่ไปอาศัยกุฏิอยู่ ท่านก็พยักหน้าให้เข้าไปหาท่านก็เลยเข้าไปหา พระองค์นั้นท่านก็บอกว่าคอยก่อน พรุ่งนี้เข้าไปหาใหม่ พอวันรุ่งขึ้นเข้าไปหาในเวลานั้นอีก ก็ถูกด่าพ่อล่อแม่อีก เอาขนาดหนัก ท่านยืนยันแบบนั้นชักนิ่งเอา ตอนนี้หลวงพ่อเนียมนิ่ง นั่งมองหน้าเป๋งสักครั้งชั่วโมง ไม่พูดละมองเป๋งตาไม่กระพริบ หลวงพ่อปานก็หมอบอยู่ข้างเท้าท่าน หมามันก็เลียหัวเลียหูเลียหลังบ้าง ท่านก็ปล่อยมัน บอกว่า ช่างมัน ไอ้หัวเรากับลิ้นหมามันก็คล้ายคลึงกัน ไอ้ลิ้นหมาก็อยู่ส่วนหัว ไอ้หัวเราก็อยู่ส่วนหัว มันปะทะกัน ไม่เป็นไรหัวต่อหัวเพราะอย่างน้อยที่สุดมันก็ยังเป็นหมาของหลวงพ่อเนียม หลวงพ่อเนียมจ้องเป๋งสักครึ่งชั่วโมงแล้วก็พูดว่า

          “ไอ้พวกเมืองกรุงเก่านี่น่ะดื้อด้านเหลือทน โคตรแม่มันดื้อด้านมาก ด่าเท่าไหร่ก็ไม่เจ็บ ด่าเท่าไหร่ก็ไม่ช้ำ เอา! มันอยากจะเรียนก็เรียนซีวะ ในเมื่อชาวบ้านเขาหาว่ากูบ้า แล้วมึงเรียนกับกูมึงก็เป็นคนบ้า ต่อไปมึงจะต้องบ้าอย่างกูนะถ้ามึงเรียนกับกู”

          หลวงพ่อปานก็เลยบอกว่า “บ้าก็บ้าครับ ผมยอมบ้า ถ้าผมไม่อยากบ้าผมก็ไม่มาหาหลวงพ่อ นี่ผมได้ยินข่าวหลวงพ่อแล้วผมอยากบ้าอย่างหลวงพ่อขอรับ”

          ตอนนี้หลวงพ่อเนียมหัวเราะเสียงดังลั่นแล้วบอกว่า

          “เออ กูหาคนอยากจะบ้ามานานแล้วหาไม่ได้ นี่กูบ้าคนเดียวมานาน ต่อไปนี้กูจะมีเพื่อนบ้าละโว้ย เอาอย่างนี้แล้วกันนะ กลางคืนเวลาประมาณสัก 2 ทุ่นนะ เอ็งนุ่งสบงทรงจีวรคาดสังฆาฏิให้ดีเข้าไปหาข้าในกุฏิ เวลากลางวันนี้มันจะเรียนกันยังไงวะกรรมฐาน เขาเรียนกันกลางคืน มันเงียบสงัด”

          พอตอนกลางคืนหลวงพ่อปานเข้าไปหาท่าน ปรากฏว่ารูปร่างท่านผิดไปมาก ผิวดำผอมเกร็งแบบนั้นไม่มี ท่านนุ่งสบงทรงจีวรพาดสังฆาฏิเหลืองอร่าม ผิวกายสมบูรณ์ ร่างกายก็สมบูรณ์ หน้าตาอิ่มเอิบ รัศมีกายผ่องใส สวยบอกไม่ถูก หลวงพ่อปานกราบ 3 ครั้ง แล้วก็นั่งมอง ท่านก็นั่งมองยิ้มๆ แล้วท่านก็ถามว่า

          “แปลกใจรึคุณ”

          หลวงพ่อปานก็ยกมือนมัสการ บอกว่า “ แปลกใจขอรับว่าหลวงพ่อรูปร่างไม่เหมือนตอนกลางวัน"

          ท่านก็บอกว่า“รูปร่างน่ะคุณมันเป็นอนัตตา เป็นอนิจจัง มันหาความเที่ยงไม่ได้มันจะดำเราก็ห้ามมันไม่ให้ดำไม่ได้ มันไม่มีอะไรจะห้ามได้เลยนี่คุณ พระพุทธเจ้าท่านทรงกล่าวว่าทุกสิ่งทุกอย่างในโลกมันเป็นอนิจจัง”

          หลวงพ่อปานบอกว่าตอนนี้ละเริ่มสอนกรรมฐาน อธิบายไพเราะจับใจ ฟังง่าย พูดได้ซึ้งใจทุกอย่าง เวลาท่านพูดคล้ายๆว่าจะบรรลุอรหัตผลไปพร้อมๆ กับท่าน ท่านสอนได้ดีมาก พอสอนเสร็จเรียบร้อยแล้วก็บอกให้ไปพักที่กุฏิอีกหลังหนึ่งซึ่งอยู่ใกล้กับกุฏิท่าน แล้วเวลาทำกรรมฐานกลางคืนหลวงพ่อปานวางอารมณ์ผิด ท่านจะร้องบอกไปทันที ท่านเรียนกรรมฐานกับหลวงพ่อเนียม 3 เดือนแล้วจึงกลับ ก่อนหลวงพ่อปานจะกลับหลวงพ่อเนียมก็บอกว่า “ถ้าข้าตายนะ หลวงพ่อโหน่งวัดคลองมะดันเขาแทนข้าได้ ถ้ามีอะไรสงสัยก็ไปถามหลวงพ่อโหน่งวัดคลองมะดันนะ”

 

หลวงพ่อปานกับหลวงพ่อโหน่ง

          ในกาลต่อมา เมื่อหลวงพ่อเนียมมรณภาพแล้ว หลวงพ่อปานก็มีความสงสัยในหลวงพ่อโหน่ง คำว่าสงสัยไม่ใช่สงสัยอะไรหรอก หมายความว่าอยากจะพบ อยากจะรู้ถึงคุณสมบัติของหลวงพ่อโหน่ง อยากจะเรียนต่อกันนั่นเอง  หลวงพ่อปานก็ธุดงค์ไปหาหลวงพ่อโหน่ง ตอนไปก่อนจะถึงท่านบอกว่าแดดมันร้อนจัด ท่านก็พักอยู่โคนต้นพุทรา อยู่ไม่ไกลจากกุฏิของหลวงพ่อโหน่งนัก ท่านก็เปิดหน้าต่างออกมาร้องว่า “แหมพ่อคุณ มาแล้วยังดันมานั่งเสียอีกนะ ไอ้เราน่ะคอยมาตั้งแต่เช้า คิดว่าจะมาถึงแต่เช้า มาโอ้เอ้ๆ อยู่ได้ เข้ามาให้ถึงนี่ซิ มาพักผ่อนที่นี่ มานั่งคุยกันเราคอยมาตั้งนานแล้ว” ผลที่สุดหลวงพ่อปานก็เข้าไปหาท่าน แล้วคุยกันถึงเรื่องพระกรรมฐานสอบกันไปสอบกันมา เอาใครดีกว่าใครไม่ได้ เรียกว่าไม่มีใครกล้าดีกว่ากันจนแต้มด้วยกัน ท่านบอกว่าไล่ไปตามลำดับ เมื่อถึงที่สุดหลวงพ่อโหน่งก็บอกว่า ผมก็หมดแค่นี้แหละ ไปไม่รอดอีก ก็เป็นอันว่าหลวงพ่อปานกับหลวงพ่อโหน่งเวลานั้นยันกันเรียกว่ายันกันไป

 

หลวงพ่อปานไหว้ศพหลวงพ่อปานไหว้ศพ

          ประเพณีของหลวงพ่อปานแต่ความจริงท่านไม่ได้ทำเป็นประเพณี ท่านทำด้วยจิตเลื่อมใส ไม่ว่าจะเป็นศพเด็กศพผู้ใหญ่ ศพผู้หญิงศพผู้ชายก็ตามเวลาเขานำมาที่วัด หลวงพ่อปานท่านก็คว้าธูปคว้าเทียน ถ้าเขามาตั้งเรียบร้อยแล้ว หยิบธูปหยิบเทียนห่มจีวร คลุมผ้าสังฆาฏิว่ากันเสียเต็มยศ แล้วท่านก็ไปไหว้ศพ ท่านไม่ชวนใคร ไม่ตีระฆัง ท่านก็ลงไปที่ศาลาไหว้ศพ พระทั้งหมดพอศพมาก็ต้องเตรียมผ้าสังฆาฏิเหมือนกัน ไม่ต้องบอกกัน เห็นหลวงพ่อปานลุกจากกุฏิ กุฏิท่านอยู่ลึกเข้าไปศาลาอยู่อีกด้านหนึ่ง มายืนจุกกันอยู่ทางปากทางหมด พอหลวงพ่อปานเดินออกหน้า ต่างคนต่างเดินเรียงกันตามลำดับอาวุโส ไม่ใช่ตามลำดับยศ เมื่อเดินกันไปถึงหน้าศพ หลวงพ่อปานก็จุดธูปเทียนพวกพระก็จุดบ้าง หลวงพ่อปานกราบ พระก็กราบบ้าง กราบแล้วท่านก็นั่งเฉย ประเดี๋ยวพระก็นั่งบ้าง เวลาท่านลุกกลับก็กลับบ้าง คราวหนึ่งยายฟูตาย ซึ่งแกเป็นคนที่มาทำงานวัดทุกวัน มาดายหญ้าบ้าง ถูกุฏิบ้าง ตอนเย็นแกก็กลับ ครั้นเมื่อศพยายฟูมาก็ไปกันตามเดิม หลวงพ่อปานก็ทำเหมือนเดิม พระลูกวัดก็ทำเหมือนเดิม จนกระทั้งพระในวัดรูปหนึ่งถามท่านขึ้นว่า

          “หลวงพ่อขอรับ ก็ยายฟูน่ะเวลามีชีวิตอยู่หลวงพ่อเรียกอีฟู แล้วเวลายายฟูตายหลวงพ่อมากราบทำไมขอรับ”

          ท่านหันมามองแล้วก็ยิ้ม ยิ้มแล้วก็มองพระทุกองค์ คล้ายๆ กับท่านจะถามในใจของท่านว่าพระทุกองค์น่ะคิดเหมือนพระรูปนั้นหรือเปล่า ท่านก็บอกว่า

          “ที่มาไหว้ศพน่ะเขามาไหว้สัจธรรมของพระพุทธเจ้านะ คำว่าสัจธรรมน่ะเป็นแบบนี้ คือว่าพระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าร่างกายของคนและสัตว์นี่น่ะมันเป็นอนิจจัง มีสภาพไม่เที่ยง เวลาอยู่ก็เป็นทุกข์ ทุกขัง แต่ในที่สุดก็เป็นอนัตตาคือตายใครบังคับบัญชาไม่ได้ เวลาที่เรามาไหว้กันนี่เข้าไหว้พระสัจธรรมของพระพุทธเจ้า เวลากราบลงไปเขากราบพระพุทธเจ้ากันนะ

          ทีแรกกราบ พระพุทธเจ้า ว่าพระพุทธเจ้าเทศน์นี่น่ะถูก ทรงเทศน์ไว้ตรง ข้าพระพุทธเจ้าขอยอมรับนับถือ ขอเอาธรรมข้อนี้หรือคำสอนตอนนี้ไปคิดเป็นประจำใจ จะได้เป็นคนไม่ประมาท ตกอยู่ในคุณธรรมชั้นสูง เป็นมรณานุสสติกรรมฐาน แล้วก็กราบลงไป

          กราบครั้งที่2 ก็นึกถึง พระธรรม คำสั่งสอนที่พระองค์ทรงหลั่งไหลออกมาจากพระโอษฐ์เหมือนดอกมะลิแก้ว เพราะแพรวพราวไปด้วยความจริง แพรวพราวไปด้วยคำประเสริฐ นี่พระธรรมที่หลั่งไหลออกมาจากพระโอษฐ์ของพระองค์เป็นของจริงเป็นของประเสริฐทำบุคคลทั้งหลายไม่ใหเมามันให้เข้าถึงความสุข

          กราบครั้งที่ 3 ก็กราบพระสงฆ์ พระอริยสงฆ์ทั้งหลายที่ท่านอุตส่าห์ร้อยกรองพระธรรมวินัยที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนไว้แล้ว ไม่ปล่อยให้อันตรธานสูญไป รวบรวมเข้าไว้นี่กราบความดีของพระ 3 พระ เขาไม่ได้กราบผีกราบศพ แกจะเห็นว่าคนที่ตายแล้วฉันมากราบ แม้แต่เด็กฉันก็กราบ นี่ความจริงฉันไม่ได้กราบเด็ก ไม่ได้กราบคนตาย ฉันกราบพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และเอาคนตายนี่เป็นครูฉันว่าเขาเกิดมาแล้วตายจริงตามที่พระพุทธเจ้าตรัส”

          แล้วท่านก็บอกอีกว่า “การกราบศพเขากราบคุณพระรัตนตรัย กราบสัจธรรมของพระพุทธเจ้า ทีนี้เวลาเผาศพก็เหมือนกันนะ อย่าตั้งหน้าตั้งตาเผาเขา เวลาเราไปเผาศพก็เผากิเลสในใจของเราเสียด้วย กิเลสส่วนใดที่มันสิงอยู่ที่เรา คิดว่าเราจะไม่แก่ไม่เจ็บไม่ตายน่ะ เผามันเสียให้หมดไป เราคิดว่าวันนี้เราเผาเขาไม่ช้าเขาก็เผาเรา คนเกิดมาแล้วมาตายอย่างนี้เราจะเกิดมันทำไม ต่อไปข้างหน้าเราไม่เกิดดีกว่า เราไปพระนิพพานนั่นละดีที่สุด เรื่องอัตภาพร่างกายสิ่งที่มีชีวิตหรือไม่มีชีวิต ไม่มีอะไรเป็นความหมาย ไม่มีอะไรเป็นที่พึ่ง ตายแล้วหาสาระหาแก่นสารไม่ได้ หาประโยชน์ไม่ได้”

 

ตอนท้ายชีวิตของหลวงพ่อปาน

          เมื่อหลวงพ่อปานอายุล่วงเข้า 61 ปี ตอนนี้ท่านป่วยครั้งแรกแต่ทว่าอาการป่วยที่จะตายคราวนี้ท่านป่วยมาก คณะศิษยานุศิษย์ในกรุงเทพฯ ก็รับไปรักษาที่บ้านหลวงประธานถ่องวิจัยที่บ้านหม้อ รักษาอยู่ปรมาณ 1 เดือนท่านก็กลับเป็นอันว่าหาย หลังจากป่วยคราวนี้แล้วท่านแจ้งให้แก่บรรดาคณะศิษยานุศิษย์ แล้วก็ท่านพระครูรัตนาภิรมย์ เจ้าอาวาสวัดบ้านแพนอีกองค์หนึ่งทราบว่า นับตั้งแต่นี้เป็นต้นไปอีก 3 ปีท่านจะตายวันแรม 15 ค่ำ เดือน 8 เวลาประมาณ 6 โมงเย็น ท่านสั่งให้เขียนจดหมายถึงหัวหน้าลูกศิษย์ของท่านแต่ละจังหวัด แต่ละสถานที่ส่งไปเฉพาะหัวหน้าลูกศิษย์ว่าท่านจะตายอีก 3ปีข้างหน้า คณะศิษยานุศิษย์ทุกคนมีความประสงค์ต้องการอะไรจากท่านก็ขอให้พากันมา

          ในตอนที่หลวงพ่อปานท่านใกล้จะตาย ท่านเปิดศักราชเป็นการใหญ่ ท่านพูดหมดหมายความว่าธรรมะส่วนใดที่ท่านได้ กรรมฐานใดที่ท่านได้ ภาวนาสถานใดที่ท่านจะไปอยู่ ท่านพูดหมด ท่านอธิบายถึงสถานที่ท่านจะไปอยู่ว่าสวยสดงดงามเพียงใด แล้วคนที่ร่วมบำเพ็ญกุศลกับท่านจะไปอยู่สถานที่ใดบ้าง ก่อนวันตายท่าน 3 วัน ท่านคุยจ้อ  วันแรม 14 ค่ำตอนเช้าหลวงพ่อปานมีคำสั่งให้ทำพิธีบวงสรวงเสร็จแล้วท่านบอกว่า “วันนี้ใครจะคุยอะไรกับฉันก็คุยนะ นับตั้งแต่หลังเที่ยงไปแล้วน่ะฉันจะไม่คุย” ใครที่เขาสงสัยอะไรก็มาคุยกับท่าน ท่านก็คุยอย่างคนสบายๆ แต่ว่านอนคุย ไม่ได้ลุกขึ้นมานั่งคุย ลุกไม่ค่อยจะไหว รู้สึกว่าแรงท่านไม่มี ท่านคุยไป เมื่อไม่มีใครจะพูดกับท่าน หลวงพ่อฤๅษีลิงดำก็ถามท่านว่า “หลวงพ่อขอรับหลวงพ่อจะสั่งอะไรบรรดาศิษย์เป็นครั้งสุดท้ายบ้างขอรับ”

          ท่านบอกว่า “ขอให้สั่งพระกับสั่งชาวบ้านทั้งหมดนะ ขอให้ทุกคนตั้งใจทำความดี คนไนที่ทำความดีอย่างอื่นมากนักไม่ได้ ก็ให้สร้างความดีทั้งสองอย่างไว้ที่ฉันต้องการ” ความดีทั้งสองอย่างคือ 1 อย่าดื่มสุราเมรัย 2 อย่าลักขโมย อย่าประพฤติตนเป็นโจร

          นี่เป็นปัจฉิมวาจาแล้วท่านก็เงียบ พอนาฬิกาตีเที่ยงท่านมีคำสั่งกับหลวงพ่อฤๅษีลิงดำซึ่งเป็นศิษย์ใกล้ชิดว่า “นับตั้งแต่นี้ต่อไปนะ ใครเขามีธุระอะไรให้จดไว้ ใครเขาต้องการอะไรจากพ่อก็จดไว้ พ่อจะพูดเป็นคราวๆ แต่ว่าอย่าให้ใครเขามากวนใจพ่อนะ วันนี้พ่อยังไม่ตาย พรุ่งนี้พ่อถึงจะตายวันนี้ยังมีเวลาพูด แต่ว่าปล่อยให้พ่อได้สบายๆ บ้าง” จากนั้นท่านก็เข้าฌานอยู่ตลอด               

          พอถึงเวลาใกล้จะ 6 โมงเย็นเหลืออีกประมาณสัก 10 นาที ท่านลืมตาขึ้นมา หลวงพ่อฤๅษีลิงดำจึงถามท่านว่า “หลวงพ่อขอรับตอนนี้มีพระนั่งกันเต็มประมาณ 200 รูป หลวงพ่อตองการให้พระสงเคราะห์อะไรบ้างครับ”               

          ท่านเลยบอกว่า “ถ้าพระจะสงเคราะห์นะลูกนะ ให้ท่านสวดอิติปิ โส นะ และลูกจุดธูปหอมๆ ให้พ่อได้กลิ่นด้วยนะ” หลวงพ่อฤๅษีลิงดำก็ลุกไปจุดธูปพร้อมทั้งให้สัญญาณพระสวดอิติปิโสและกลับไปกระซิบที่ข้างหูท่านว่า “หลวงพ่อขอรับเวลานี้พระสวดอิติปิโสแล้วครับ” ท่านทำผงกหัวนิดๆ แสดงความเคารพในพระรัตนตรัย พอพระสวดไปได้พักหนึ่ง เวลาเหลือนิดเดียวจะ 6 โมง ท่านลืมตาขึ้นมา ท่านบอกว่า “บอกพระกับชาวบ้านนะ บอกพ่อลานะแล้วขอให้ทุกคนเขามีความสุขนะ ทุกคนตายแล้วจงไปสวรรค์ จงไปพรหมโลก จงไปนิพพาน” ท่านก็หลับตา พอหลับตาอีกทีนาฬิการีเป๊งแรก 6 โมง ท่านลืมตาแล้วก็หลับตาปั๊บปรากฏว่าชีพจรดับพร้อมกัน พระครูอุดมสมาจารที่นั่งหลับตาอยู่ห่างๆ ลืมตาขึ้นมาบอกว่าหลวงพ่อไปแล้ว ไปอย่างสบาย ออกไปสวยเหลือเกิน บอกว่ารูปร่างท่านสวยเหลือเกิน ไปชั้นดุสิต ท่านบอกว่าเทวดาพรหมห้อมล้อมไปส่งถึงชั้นดุสิต 

 

หลวงพ่อปานออกธุดงค์

          การธุดงค์ของหลวงพ่อปานมีมากวาระด้วยกัน สมัยหนึ่งหลวงพ่อปานได้สมาทานกับ หลวงพ่อสุ่น วัดบางปลาหมอ อำเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พระอุปัชฌาย์ของท่าน เมื่อสมาทานแล้วท่านก็ออกเดินทางมุ่งหน้าไปพระพุทธบาท  เมื่อเข้าเขตสระบุรีท่านเห็นป่าแห่งหนึ่งเป็นทุ่งว่างประมาณร้อยไร่ เห็นหมู่บ้านไกลจากทุ่งประมาณ 2 กิโลเมตร ท่านเป็นหัวหน้า มีพระติดตามมาอีก 4 องค์ รวมเป็น 5 องค์ทั้งท่าน เมื่อท่านเห็นเหมาะ ท่านสั่งพลพรรคปักกลดตามระเบียบของธุดงค์ เมื่อปักกลดแล้วจะมีอันตรายขนาดไหนก็ตาม จะถอนกลดหนีไม่ได้ ต้องยอมตายเพื่อธรรมเสมอ เมื่อท่านจะปักกลด ท่านเลือกชัยภูมิที่ท่านเห็นว่าเหมาะสมคือเลือกเอาปากทางที่ออกมาจากป่า มีทางเดินออกจากป่าทางเดียว ตรงนั้นมีแอ่งน้ำแต่แห้งแล้วท่านปักกลดตรงแอ่ง กลดของท่านคลุมปากแอ่งน้ำ

          ทุกองค์ต่างปักกลดเสร็จ พอเรียบร้อยชาวบ้านที่เป็นเจ้าของที่ในป่าที่มองเห็นมีบ้านประมาณ 4 หลังคาเรือน เมื่อเขามองเห็นสีเหลืองก็ทราบว่าเป็นพระมาปักกลด ต่างก็พากันออกมา น้ำน้ำตาลน้ำดื่มมาถวาย เมื่อพระฉันครบแล้วเขาก็บอกว่าที่ทุ่งนี้มีโขลงช้างอยู่ 1 โขลง มันอาศัยอยู่ในป่านี้ มันออกมาอาละวาดเสมอ พระที่มาปักกลดทุ่งนี้ตายเพราะช้างหลายองค์แล้ว เขาขอให้ถอดกลดไปปักใกล้บ้านเขาจะได้ไม่มีภัย ถ้าหากมีก็จะได้ช่วยทัน หลวงพ่อท่านรักธรรมวินัยยิ่งกว่าชีวิต ท่านบอกว่า “เมื่อปักกลดแล้วถอนไม่ได้ ถ้าจะมีอันตรายถึงตายก็ยอม เพราะมาเพื่อตายกับธรรม” ไม่ใช่มาแสวงหาความสุขทางกาย ชาวบ้านจะอ้อนวอนเท่าไรท่านก็ยืนยันระเบียบ พวกเขาก็จนปัญญา เมื่อเขาหวังดีแต่ไม่มีผล ต่างก็สั่งว่าถ้าบังเอิญช้างออกมาให้เคาะฝาบาตรเขาจะรีบมาช่วย

          เมื่อเวลาใกล้ค่ำเขาก็พากันกลับ ก่อนกลับแสดงความห่วงใยมาก เมื่อชาวบ้านกลับพระก็ต่างเข้าเจริญกรรมฐานตามความสามารถของตน เวลาผ่านไปประมาณ 22.00 น. ปรากฏว่าฝูงช้างออกมาจากป่าจริงๆ เมื่อพระจะเจริญกรรมฐาน ท่านสั่งให้ตั้งอยู่ในพรหมวิหาร 4 ให้เป็นฌาน ให้แผ่เมตตาไปทั่วจักรวาล แล้วจึงพิจารณาตามอารมณ์วิปัสสนาหรือภาวนาตามแบบสมถะ ท่านมีอาวุธของท่านครบทุกองค์ พระต่างใช้พรหมวิหารเป็นหลัก เมื่ออารมณ์สบายก็ทรงฌานตามปกติ มันเป็นเรื่องกล้วยๆ สำหรับพระธุดงค์สมัยนั้น เมื่อฝูงช้างปรากฏมีช้างตัวใหญ่ประเภทสีดอ ช้างงาสั้น ตัวใหญ่มาก ออกมาก่อนช้างตัวอื่น มายืนคร่อมกลดหลวงพ่อปานไว้ ด้วยท่านปักกลดปากทางออกพอดี ช้างตัวอื่นเมื่อจะออกมาต่างก็ต้องเบียดช้างตัวใหญ่ออกมาแล้วเดินไปตามทางเฉยๆ ไม่มีใครสนใจกลดพระเลย

          เมื่อโขลงช้างตัวปกติออกไปหมดแล้ว ช้างตัวเอกจอมเกเรมาล่าสุด ชาวบ้านเรียกมันว่า ไอ้เก เพราะงามันบิดเกไม่ตรงอยู่ข้างหนึ่ง มันเดินเบียดช้างนายฝูงออกมา ตอนนั้นเป็นตอนข้างขึ้นเดือนสว่างมากเพราะใกล้กลางเดือน พระเห็นช้างถนัดทุกเชือก ไอ้เกเมื่อเดินมาถึงทุ่งกว้างแทนที่จะเดินเข้าป่าตรงข้ามอย่างเชือกอื่นมันก็เริ่มวางท่าทาง เมื่อมันเหลียวซ้ายแลขวามองเห็นกลดพระธุดงค์ที่ปักอยู่เป็นระยะ มันมองด้วยใจที่ไม่เป็นมิตร แล้วก็วิ่งเข้าใส่กลดหลวงพ่อทันที ท่านบอกว่าตอนนั้นฉันมีอารมณ์เป็นปกติ ฉันคิดถึง พระโพธิญาณ เป็นอารมณ์ คิดว่าตายเมื่อไหร่ฉันก็จะสบาย คือไปนอนรอเวลาที่ชั้นดุสิต ท่านบอกว่าท่านไปของท่านเป็นปกติจนมีอารมณ์รักชั้นดุสิตเป็นกำลังใหญ่และพอใจพระโพธิญาณยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด เมื่อเจ้าเกวิ่งเข้ามา ท่านบอกว่าท่านไปนอนดูมันอยู่ชั้นดุสิต แบบนี้จะหวาดหวั่นอะไร สำหรับพระที่ไปด้วยท่านบอกว่าฉันมองดูใจเขาทุกองค์ เขาเอาใจจดจ่อพระนิพพานทุกองค์ ฉันเลยสบายใจที่ฉันมีเพื่อนไม่เสียทีที่ร่วมทางกันมา เมื่อเจ้าเกวิ่งมาใกล้กลดท่านพอได้ระยะงวงเจ้าสีดอที่ยืนคร่อมกลดท่านอยู่ เจ้าสีดอก็เอางวงเหวี่ยงเจ้าเกเข้า 3 ปับ แต่ละทีเจ้าเกหัวซุนเกือบทิ่มดิน เมื่อหวดเข้า 3 ทีแล้วก็จับงาเจ้าเกบิด ท่านว่าที่งามันเกคงจะเป็นเพราะอานิสงส์เกเรของมันที่ถูกนายของมันจับงาบิดนั่นเอง เมื่อถูกบิดงาเจ้าเกก็เสียหลักล้มลงอย่างแรงเมื่อนายมันปล่อยปรากฏว่าหมดแรง เดินอย่างช้างสิ้นกำลังเข้าป่าตรงข้ามไป เมื่อเจ้าเกไปแล้วสักครู่ นายมันเดินวนเวียนสักพักใหญ่ เห็นพระไม่มีอันตราย ไม่มีใครมารบกวนแล้วก็หันมาทางกลดพระคุกเข่าลงชูงวงขึ้น ทำท่าเหมือนจะไหว้ แล้วก็ตามโขลงช้างลูกน้องไป ท่านบอกว่าสงสัยว่าช้างตัวนี้จะเป็นช้างพระโพธิสัตว์

          เมื่อช้างไปแล้วพระธุดงค์ยังไม่หมดภัย ไม่ใช่เสือหรือหมูมารบกวน คราวนี้เป็นเรื่องของธรรมชาติ พระจันทร์ที่กำลังส่องสว่างอยู่บนท้องฟ้าดีๆ มีดาวล้อมดูสวยสดงดงามในราตรีนั้น เพียงชั่วเวลาที่ช้างไปไม่ถึงครึ่งชั่วโมง อากาศก็มืดเอาเฉยๆ มืดจนมองไม่เห็นแสงเดือนและดาว ท้องฟ้าเริ่มต่ำ หยาดน้ำเริ่มไหลลงจากฟากฟ้า มันมาแบบไม่คอยใคร ต่างคนต่างแย่งกันมา พระมีระเบียบว่าปักกลดแล้วถอดไม่ได้ยอมตายกับธรรม เมื่อช้างไปฝนมา คราวนี้เจ้าสีดอยอดเมตตาไม่มาช่วยแล้ว ด้วยตัวเองก็อาจจะกำลังหนีฝน ฝนกระหน่ำชนิดลืมหูลืมตาไม่ขึ้น พระนั่งไม่ได้ต้องยืนในกลด ออกก็ไม่ได้ ขณะที่ยืนปรากฏว่าพระลูกน้องปักกลดบนพื้นดินปกติน้ำท่วมขึ้นมาถึงเข่า ส่วนหลวงพ่อเองท่านว่าแอ่งมันลึกกว่าพื้นดินประมาณ 1 ศอก น้ำขึ้นมาถึงโคนขา กว่าฝนจะหายก็ผ่านไปเกือบ 2 ชั่วโมงโดยประมาณ เมื่อฝนหายแล้วพื้นแผ่นดินไม่แห้ง พระทุกองค์ต่างก็เอาบาตรมารองนั่งตามๆ กัน

          รุ่งเช้าชาวบ้านมาแต่เช้าเห็นเพระไม่ตายเพราะอ้ายเก ต่างพากันเลื่อมใส เมื่อเห็นพระเปียกไม่มีผ้าแทน ก็เอาผ้าพื้นผ้านุ่งผู้ชายนุ่งแทนจนกว่าผ้าเดิมจะแห้ง เมื่อจำเป็นนุ่งได้ พระพุทธเจ้าทรงอนุญาต ชาวบ้าน 5 หลังคาเรือนเลื่อมใสท่าน ขอให้อยู่โปรด 3 วัน เมื่อจะจากไปเขาขอของป้องกันเจ้าเก ท่านให้คาถาบทใหญ่และสำคัญที่สุดไว้ คาถาบทนั้นว่าดังนี้ “พุทโธ”  ก่อนภาวนาขอให้นึกถึงบารมีพระพุทธเจ้าก่อน และแผ่เมตตาถึงเจ้าเกประกาศเป็นสัมพันธไมตรีกัน ไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน แล้วจึงภาวนาคาถา ปีต่อไปท่านผ่านไปต้องปักกลดที่นั่นทุกปี ด้วยเขาขอร้อง ปรากฏว่าคาถาของท่านได้ผล เขาพากันบอกว่านับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาเจ้าเกไม่เคยอาละวาดเลย

 

นมัสการพระพุทธบาท

          จากนั้นท่านก็มุ่งหน้าเข้าเขตพระพุทธบาท ทางของพระธุดงค์ที่ผ่านเข้าพระพุทธบาทสมัยนั้นไม่มีทางรถ ใช้ทางเกวียนหรือทางเดินเท้าของชาวบ้าน เมื่อเข้าพระพุทธบาทแล้วต่างก็นมัสการตามปกติของนักบุญ เวลาที่เข้านมัสการไม่ตรงกับเทศกาลนมัสการพระพุทธบาท ทั้งนี้หลวงพ่อท่านให้ความเห็นว่า การมานมัสการในงานเทศกาลคนแย่งกันไหว้ อารมณ์ตั้งมั่นน้อย มาไหว้แบบนี้เงียบสงัด อารมณ์เยือกเย็น มีปีติโสมนัสดีกว่าไหว้ในงานเทศกาลมาก เมื่อเวลายังไม่ใกล้ค่ำเหลือเวลามาก ท่านก็คุยเรื่องพระพุทธบาทให้คณะที่ร่วมทางไปด้วยฟัง ท่านว่าประวัติที่เขาเขียนจะเขียนว่าอย่างไรอย่าคำนึงถึง ทุกองค์จงใช้หลักวิชชา 3 ใช้ให้เป็นประโยชน์ คำว่าวิชชา 3 หมายถึงอภิญญาเล็ก คือมีทิพจักขุญาณและปุพเพนิวาสานุสสติญาณ สำหรับทิพจักขุญาณมีผลงานขยายออกมีชื่อต่างๆ ดังนี้

          ทิพจักขุญาณ เป็นญาณแม่บท ญาณที่มีผลจากทิพจักขุญาณคือทำทิพจักขุญาณได้อย่างเดียว ญาณต่างๆ เหล่านี้ติดตามมาคือ

          จุตูปปาตญาณ รู่ว่าคนและสัตว์ที่ตายแล้วไปเกิดที่ไหน คนและสัตว์ที่เกิดมาในปัจจุบัน มาจากนรก สวรรค์หรือมาจากพรหม

          เจโตปริยญาณ รู้อารมณ์คนและสัตว์ตามความรู้สึกของอารมณ์

          อตีตังสญาณ รู้เรื่องที่ล่วงมาแล้วกี่ชาติก็ได้

          อนาคตังสญาณ รู้เรื่องที่จะมีต่อไปกี่ชาติก็ได้

          ปัจจุปปันนังสญาณ รู้เรื่องในปัจจุบันว่า คน สัตว์ เทวดา พรหม สัตว์นรก เปรต อสุรกาย กำลังทำอะไรอยู่ สบายหรือมีทุกข์

          ยถากัมมุตาญาณ รู้ผลของความสุขความทุกข์ของคน สัตว์ เทวดา พรหม สัตว์นรก เปรต อสุรกาย ที่มีสุขมีทุกข์ในปัจจุบัน เพราะความดีความชั่วอะไรให้ผล ความดีหรือความชั่วในอดีตหรือปัจจุบันให้ผลปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ระลึกชาติที่ล่วงมาแล้วได้

          ตามที่พูดมานี้เพียงสองในวิชชา 3 เท่านั้น ส่วนอีกข้อหนึ่ง คือ อาสวักขยญาณ การทำกิเลสให้สิ้นไป ยังไม่ใช้ในเวลานี้ หมายถึงเวลาที่ท่านไปธุดงค์กัน เข้าใจว่าขณะไปธุดงค์ยังคงไม่มีใครบรรลุอรหันต์ แต่คณะที่ร่วมทางคงทรงญาณตามที่กล่าวมาแล้วคล่องตัวทุกองค์ เมื่อท่านบอกว่าทุกองค์จงอย่าอาศัยประวัติ เพราะคนเขียนประวัติเอาแน่นักไม่ได้ เพราะเขียนตามความคิดว่าอาจจะเป็นตามนั้นก็ได้ ให้ใช้ญาณที่มีตามลำพัง อารมณ์จะได้ไม่เกาะอุปาทาน ท่านให้เวลาคนละ 3 นาที แล้วต่างคนต่างให้เขียนตอบท่านว่ามีอะไรสำคัญ ท่านทำแบบนี้เป็นการซักซ้อมคณะของท่านให้คล่องในการใช้ญาณ

          ทุกองค์เมื่อรับบัญชาไม่มีใครกล้าหลับตา ด้วยเขาคล่องทั้งลืมตาและหลับตา ลืมตาดูเหมือนจะคล่องกว่าหลับตาเสียอีก ต่างก็หยิบกระดาษที่ติดตัวไปออกมาเขียนตรงกันว่าที่นี่มีความสำคัญทางพุทธศาสนาจริง นอกจากมี รอยพระพุทธบาทที่ไม่ปลอมซ่อนอยู่ใต้รอยพระพุทธบาทเทียมที่ท่านสร้างคลุมของเก่าไว้ แล้วยังมีพระบรมสารีริกธาตุที่พระอรหันต์ท่านนำมาบรรจุไว้อีก 3 องค์ เมื่อทุกองค์ส่งหนังสือถวายท่าน ท่านอ่านแล้วก็ยิ้ม กล่าวว่า พวกเธอพอใช้ได้ แต่ยังไม่ดีแท้ เอาเท่านี้พอคุ้มตัวได้ คืนนี้มาพิสูจน์ความจริงกัน ที่พวกเธอว่ามีพระบรมสารีริกธาตุ พระบรมธาตุมีที่ไหนต้องมีปาฏิหาริย์ที่นั่น ทุกคนใจระทึกอยากเห็นพระบรมสารีริกธาตุแสดงปาฏิหาริย์ หลวงพ่อท่านกำชับว่าอย่ามีอารมณ์อยากจนเป็น อุทธัจจกุกกุจจะ คืออารมณ์ฟุ้งเกินพอดี จิตไม่เป็นสมาธิ พระท่านจะไม่โปรด จงรักษาอารมณ์ให้สงบเป็นปกติ ดำรงฌานเป็นปกติ มีอารมณ์วิปัสสนาเป็นอารมณ์ หวังพระนิพพานเป็นที่ไป

          “ชีวิตเธอและฉันอาจจะตายก่อนแสงจันทร์ที่มองเห็นในค่ำวันนี้ก็ได้ เรามีอันตรายรอบตัว อันตรายจากสัตว์ร้าย อันตรายจากคนพาล และอันตรายจากลมปราณที่มันอาจจะเกิดหยุดหมุนเวียนเสียเมื่อไรก็ได้ เมื่อมันหยุดเราก็ตาย ตายแล้วจะไปไหน ถ้ามีอารมณ์ฟุ้งซ่านอาจไปอบายภูมิได้ ควรรักษาสมาธิ มีเมตตา และอารมณ์วิปัสสนาที่ไม่มีอารมณ์เกาะ ปล่อยชีวิต ปล่อยทรัพย์สิน ปล่อยญาติ พวกพ้อง บิดามารดา คิดว่าเราไม่มีอะไร แม้แต่ร่างกายมันก็กำลังจะพัง โลกนี้เป็นทุกข์ เทวโลก พรหมโลกก็ไม่สิ้นทุกข์ พระนิพพานเท่านั้นจะทำให้สิ้นทุกข์ ปลดเสียให้หมด อยู่อย่างคนมีความสุข เรื่องปาฏิหาริย์ของพระบรมธาตุเป็นภาระของฉัน พวกเธอยังมีกำลังอ่อน เชิญท่านอาจจะไม่ปรากฏ ขอให้เธอจงปล่อยให้เป็นภาระของฉัน โน่น! ต้นไม้ใบไม้ที่กำลังร่วงโรยหรือสดใส จงไปพิจารณาให้เป็นวิปัสสนาญาณ วิปัสสนาไม่ใช่เกาะแต่ตำรา จงหาของจริงมาใคร่ครวญ วิปัสสนาท่านให้ดูของจริง ไม่ใช่มัวถ่างตาดูแต่ตำราแล้วก็ติดตำราแจ ของจริงไม่ใช้จะได้อะไรเป็นที่พึ่ง”

          ท่านว่าแล้วท่านก็ขับคณะของท่านให้หาที่พักตามสบาย ต่างคนต่างอยู่ ห้ามรวมกันตั้งแต่ 2 องค์ขึ้นไป เมื่อเวลาใกล้ค่ำ คณะห้าธุดงค์มีหลวงพ่อปานเป็นประมุข ต่างก็หาที่ปักกลดตามที่ตนเห็นสมควร เมื่อปักกลดเสร็จ ทำวัตรสวดมนต์ตามระเบียบของพระ เมื่อยามค่ำมาถึงเวลาประมาณ 20.00 น. อากาศกำลังสบาย ท่านเรียกพระเข้าประชุมให้ทุกองค์ทรง พุทธานุสสติกรรมฐาน จนอารมณ์ทรงฌานตามความพอใจของท่าน ท่านตรวจของท่านรู้ ไม่ต้องมานั่งถามให้ลูกศิษย์โกหกอาจารย์ เมื่อท่านพอใจแล้วท่านสั่งให้ทุกคนถอนออกจากฌาน ตั้งอารมณ์อยู่ อุปจารสมาธิ เมื่อทุกองค์ทรงอุปจารสมาธิพร้อมแล้ว ท่านเปล่งวาจาดังๆ ว่า

          “ด้วยข้าฯ เคยบำเพ็ญบารมีมาตั้งแต่ต้นจนถึงปัจจุบัน ถ้าการบำเพ็ญบารมีนี้จะเป็นปัจจัยให้ข้าฯ ได้บรรลุพระโพธิญาณในอนาคตแล้ว ขอสมเด็จองค์พระประทีปแก้วสัมมาสัมพุทธเจ้าโปรดแสดงปาฏิหาริย์ให้เป็นมหัศจรรย์ จะเป็นปาฏิหาริย์อย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ตามพระพุทธองค์จะทรงเมตตา เพื่อปลูกฝังศรัทธาของพระที่ร่วมเดินทางมา ณ บัดนี้เถิดพระพุทธเจ้าข้า”

          แล้วท่านก็เข้าสมาธิ พร้อมกับคณะธุดงค์เวลาผ่านไปไม่ถึง 2 นาทีก็ปรากฏเป็นดวงดาวดวงใหญ่ประมาณว่าผ่าศูนย์กลางสัก 200 เซ็นต์กว่า ใหญ่เหลือเกินขึ้นมาจากยอดเขาที่พระพุทธบาท มี 3 ดวงด้วยกัน มีแสงสว่างมาก หลวงพ่อปานมีคำสั่งให้คณะธุดงค์ลืมตาชมพระพุทธบารมี ดวงดาวดวงนั้นตั้งอยู่ที่ยอดเขานานประมาณครึ่งชั่วโมง แล้วก็ลอยวนรอบเขา 3 รอบ แล้วมาตั้งอยู่ที่พระพุทธบาทนานประมาณ 1 ชั่วโมง แล้วค่อยๆ เลื่อนไปที่เดินอย่างช้าๆ หลวงพ่อปานท่านกราบ คณะธุดงค์ก็กราบ กราบด้วยอารมณ์ปีติชุ่มชื่น เมื่อดวงดาวหยายเข้าที่เดิมหลวงพ่อสั่งเจริญพุทธานุสสติตลอดเวลาที่ตื่นอยู่

 

นมัสการพระพุทธฉาย

          เมื่อคณะธุดงค์ทั้งห้านมัสการพระพุทธบาทและอยู่ในบริเวณนั้นรวม 3 วัน เมื่อมีความอิ่มในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพอสมควรแก่ความประสงค์แล้ว ปูชนียสถานที่คณะธุดงค์ทั้งห้าต้องการนมัสการอีกก็คือ พระพุทธฉาย เขตสระบุรีเหมือนกัน แต่ต้องเดินทางไปทางตะวันออก และล่องใต้นิดหน่อย  การเดินทางรอนแรมจากพระพุทธบาทไปพระพุทธฉายระยะทางไม่ไกลนัก แต่คณะธุดงค์ชุดนี้ก็เดินทางอย่างพระธุดงค์ไม่ใช่เดินดง คือค่อยไป เดินประมาณวันละ 5 กิโลเมตร ไม่ผ่านตัวเมืองสระบุรีเพราะไม่ต้องการพบบ้าน ไม่อยากรบกวนอาหารจากชาวบ้าน เมื่อเดินทางโดยลัดตัดป่าเป็นสรณะ เมื่อถึงพระพุทธฉาย ท่านก็ให้ทุกองค์เข้า อาโลกกสิณ เต็มระดับ ต่างก็ทราบว่าหลวงพ่อจะได้พิสูจน์ความจริงเรื่องพระพุทธฉายอีก ต่างก็เข้าฌาน 4 ในอาโลกกสิณ เมื่อท่านตรวจเห็นว่าทรงฌานดีอารมณ์สะอาด ท่านบอกให้ทดสอบเรื่องพระพุทธฉายว่าพระพุทธเจ้ามาฉายไว้จริงหรือเปล่า มีใครเป็นต้นเหตุให้พระพุทธเจ้ามาฉาย

          คณะธุดงค์ต่างก็ตรวจตามความสามารถซึ่งเห็นตรงกันคือ เห็นแถวบริเวณพระพุทธฉายเป็นเขตใกล้ทะเล มีคน 2 คน คนหนึ่งรูปร่างสูงใหญ่ สูง ผิวขาวหน้ามนๆ อีกคนหนึ่งผิวดำสันทัดคน ร่างเล็กกว่าคนก่อนเป็นหัวหน้าสร้างที่พักด้วยไม้เหลือง เสร็จแล้วมีพระนิมนต์พระพุทธเจ้ามาพร้อมด้วยพระสาวกไม่กี่รูป เมื่อพระองค์ทรงเทศน์จบแล้วจะกลับ เขา 2 คนขอให้พระองค์ทรงทำของที่ระลึก ท่านเลยเนรมิตรูปท่านกับพระอัครสาวกทั้งสองไว้เพื่อให้เขาบูชา คณะธุดงค์ก็รายงานให้หลวงพ่อปานทราบ หลวงพ่อท่านชมว่าดี แต่ยังมีผลน้อยไป ควรรู้มากกว่านี้ แล้วท่านก็ว่าดีแล้ว พวกแกเอาตัวรอดได้ เมื่อท่านสั่งให้พิสูจน์เพื่อฝึกซ้อมศิษย์ในด้านการใช้ญาณ เพื่อผลในการช่วยตัวเองแล้ว ท่านก็บอกว่าพระพุทธเจ้าท่านจะมาฉายไว้จริงหรือไม่ค่ำวันนี้ก็รู้กัน เมื่อยามค่ำปรากฏการพิสูจน์ก็มีขึ้น พิธีอย่างเดียวกัน แต่ผลที่ปรากฏไม่ใช่ดวงดาว ปรากฏเป็นรูปพระพุทธเจ้าอย่างพระสงฆ์ ไม่ใช่แบบเชียงแสนหรือสุโขทัย เป็นพระสงฆ์เราเอง สวยบอกไม่ถูก พระทุกองค์จำได้เพราะเห็นเป็นปกติ มีรัศมีช่วงโชติพุ่งออกจากพระวรกาย สวยงามมากดูเหมือนคล้ายเอานีออนไปประดับ แต่สวยกว่าแสงไฟฟ้ามาก มีพระโมคคัลลาน์พระสารีบุตรนั่งองค์ละข้าง ลืมตาดูสบาย ดูแล้วเกิดธรรมปีติ

 

พบพระอภิญญาในป่าลึก

          หลังจากที่เดินธุดงค์จนเข้าเขตเชียงตุง ไปจนถึงตามถ้ำต่างๆ จึงพบพระเพื่อนของหลวงพ่อปานที่ได้อภิญญา เรื่องก็มีอยู่ว่าเข้าไปพบพระองค์หนึ่งผมยาวใกล้ถึงเอว ท่านห่มผ้าใส่เสื้อซึ่งดูปุปะไม่มีสีเหลือง พอเข้าไปแล้วพอเห็นกันเข้าหลวงพ่อปานท่านถาม 

          “เออ นี่พระหรือคน”

          พระองค์นั้นหันมาทำตาขวางๆ แก่ๆ ผอมๆ ท่านก็เลยถามว่ากลับหลวงพ่อปานว่า “เฮ้ย! พระมันอยู่ที่ไหนวะ?”

          หลวงพ่อปานท่านว่า “เอ้า เห็นผมยาว ผ้าอีหรุปุปะสีเหลืองไม่มี จะรู้หรือว่าพระหรือคน”

          พระอภิญญาในป่าก็ถามกลับว่า “พระมันอยู่ที่ผมหรือวะ”

          หลวงพ่อปานท่านตอบว่า “ไม่ใช่”

          พระอภิญญาในป่าถามต่อไปว่า “พระมันอยู่ที่ผ้านุ่งหรือวะ?”

          หลวงพ่อปานก็ตอบกลับไปว่า “ไม่ใช่”

          พระอภิญญาในป่าก็ถามกลับไปอีกว่า “พระอยู่ที่ไหน?”

          หลวงพ่อปานท่านบอกว่า “พระน่ะอยู่ที่ใจสะอาด”

          พระอภิญญาในป่าก็พูดว่า “ถ้าอย่างนั้นละก็เสือกมาถามทำไมว่าพระหรือคน”

          หลวงพ่อปานบอกว่า “เห็นผมยาวเห็นผ้ารุงรัง”

          พระอภิญญาท่านว่า “ก็ในเมื่อพระไม่ได้อยู่ที่ผม พระไม่ได้อยู่ที่ผ้า แล้วเสือกมาถามทำไม ทำไมไม่ดูใจคน” ตอนนี้ท่านทำท่าโมโหจัดแล้วบอกว่า “ไอพระบ้านพระเมืองกินข้าวชาวบ้านแบบนี้อวดดีมันจะต้องเห็นดีกัน” ว่าแล้วก็หันไปคว้าไม้แบบหวายยาวสักวาเห็นจะได้ขว้างปั๊บ ขว้างไปตกข้างหน้าท่านกลายเป็นงูใหญ่เบ้อเร่อ ยาวหลายวา ใหญ่มาก เผ่นเข้ามาทำท่าจะกัด บรรดาคณะธุดงค์ทั้งหลายหลบไปอยู่หลังหลวงพ่อปานกันหมด ชักแปลกใจเห็นไม้เป็นงู หลวงพ่อปานเห็นงูเผ่นเข้ามาท่านก็เลยบอกเฉยๆ เสีย แล้วก็หยิบใบไม้ขว้างลงไป ใบไม้กลายเป็นนกเฉี่ยวเอางูติดเล็บขึ้นไปยอดไม้ และก็เล่นกันอยู่อย่างนั้น ทำเป็นเสือทำเป็นอะไรต่ออะไรของท่านต่อสู้กัน คว้าอะไรได้ก็ขว้างลงไปมันก็เป็นขึ้นมา อีกองค์ก็คว้าขึ้นมาได้ ก็ขว้างลงไปเป็นตัวอะไรมาได้แล้วก็รบกัน เมื่อล่อกันเหนื่อยแล้วต่างคนต่างนั่งหัวเราะกัน แล้วก็คุยให้ฟังว่า นี่ข้าเพื่อนกัน  หลวงพ่อปานพยักหน้าคณะธุดงค์เลยเข้าไปกราบพระอภิญญาในป่า ท่านเอามือลูบหัว หลวงพ่อปานก็บอกว่า พระพวกนี้อยากเห็นของจริง จากนั้นคณะธุดงค์ก็พักอยู่กับท่านประมาณครึ่งเดือน ท่านสอนวิปัสสนาญาณสวยงามมาก ว่าถึงลีลาที่ท่านสอนไพเราะเหลือเกิน เวลาท่านสอนพระกรรมฐาน วิปัสสนาญาณเห็นชัด พูดแจ่มใส พูดช้าๆ และพูดสั้นๆ เข้าใจง่าย

          จากนั้นก็เดินทางธุดงค์ต่อไปอีกไปพบพระในป่าอีกหลายท่านและเดินทางกลับวัดซึ่ง หลวงพ่อปานได้ให้ข้อคิดเกี่ยวกับพระอริยเจ้าไว้ว่า “เรื่องของพระอริยะเจ้านี่เป็นเรื่องลำบากนะลูกนะ ว่าอย่างนั้น เรื่องของพระอริยเจ้าเป็นสิ่งเกินวิสัยที่เราจะเข้าใจได้ พวกเธอจงอย่าเอาจิตใจเข้าไปวัดกับพระอริยเจ้า สิ่งใดที่ยังสงสัย ยังไม่รู้  อย่าคัดค้านเข้านะ มันจะเป็นบาป เพราะเราเองไม่ใช่สัพพัญญูวิสัย มีพระพุทธเจ้าองค์เดียวเท่านั้นที่เป็นสัพพัญญูวิสัย สามารถจะรู้อะไรได้หมดพวกเธอจงจำไว้นะ”

 
 
Joomla 1.5 Templates by Joomlashack